
มาร์คอัดงบปี 57 ทำหนี้พุ่งไม่แก้ปัญหาปชช.
มาร์ค อัด งบ 57 ไม่รองรับปัญหาประชาชน ทำหนี้พุ่ง รายได้ลด แฉรัฐเล็งเก็บภาษีดีเซล-ค่าก๊าซ 6 หมื่นล้าน โปะลดขาดดุลลดลง
มาร์ค อัด งบ 57 ไม่รองรับปัญหาประชาชน ทำหนี้พุ่ง รายได้ลด แฉรัฐเล็งเก็บภาษีดีเซล-ค่าก๊าซ 6 หมื่นล้าน โปะลดขาดดุลลดลง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ไม่สามารถเห็นด้วยกับหลักการร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 เพราะมีหลักคิดที่ผิด การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ไม่ได้เป็นการปรับปรุงโครงสร้างรองรับปัญหาของประชาชน หรืออนาตของประเทศ ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และ แม้จะมีการกู้เงินตาม พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ 2 ล้านล้านบาท แต่โครงการสร้างการจัดงบประมาณในปีนี้ ก็ยังไม่เปลี่ยน คือ 80% ยังเป็นงบประจำ 17 % เป็นงบลงทุน และ 2% เป็นงบชำระเงินคงคลัง
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลจัดทำงบขาดดุลในปีนี้เหลือ 2.5 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดดุล 3 แสนล้านบาท แต่ประชาชนต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เพราะดูเอกสารรายได้แล้วจะมีการจัดเก็บภาษีดีเซล เพิ่มอีกลิตรละ 1.50 บาท ในเดือนต.ค.นี้ ซึ่งการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านลิตรต่อปี ดังนั้นประชาชนต้องเสียเงินเพิ่ม 3 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมกับการขึ้นราคาก๊าซอีกประมาณกก.ละ 10 บาท ซึ่งใช้กันปีละ 3,000 กก. คิดเป็นเงิน 3 หมื่นล้านบาท รวมทั้ง 2 ส่วน คือ 6 หมื่นล้านบาทที่จะเรียกเก็บจากประชาชน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณแสดงให้เห็นว่าไม่เอาใจ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยหลักคิดยังเหมือนเดิมคือการนำเงินไปให้ประชาชนกู้และเป็นหนี้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนพัฒนาสตรี เน้นการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ และโครงการประชานิยมที่เข้าไปฝืนกลไกตลาด ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาเศรษฐกิจจะไม่เติบโตยั่งยืน เป็นการรวยกระจุก จนกระจาย
ทั้งนี้ งบประมาณที่ลงไปกลับไปถึงมือเกษตรกรไม่ถึงครึ่ง อย่างโครงการรับจำนำข้าวที่ขาดทุน 2 แสนล้านบาทไปถึงมือเกษตรกรไม่ถึงครึ่ง รายได้เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศกลับลดลง โดยเดือน มี.ค. ลดลง 4.6% เป็นเพราะความล้มเหลวในนโยบายการบริหารงานของรัฐบาล งบประมาณในส่วนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถูกนำไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเพิ่มจาก 3.3 หมื่นล้านบาท เป็น 7.3 หมื่นล้านบาท ในขณะที่โครงการอื่นๆ ลดลงจาก 2 หมื่นเหลือเพียงแค่ 5,000 ล้านบาท การที่รัฐบาลฝืนตลาดสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนถ้วนหน้า มีปัญหาเรื่องเรื่องการสร้างที่เก็บ โกดัง ต้องติดตั้งกล้องซีซีทีวี เพิ่ม จากเดิมที่เคยปลูกข้าวไว้กินไว้ขาย กลับกลายเป็นต้องปลูกไว้ดู
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประชาชนยังมีหนี้สินเพิ่มเติม โดยเดือน มี.ค.ปีนี้ สัดส่วน หนี้สินต่อรายได้ อยู่ที่ 0.82 % เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ซึ่งอยู่ที่ 0.74% โดยหนี้สินที่เพิ่มขึ้นอันดับต้นๆ มาจากโครงการรถคันแรก ที่ปีนี้ตั้งงบไว้ 4 หมื่นล้านบาท และมีเงินที่ตั้งสำรองไว้ชดเชยเงินคงคลังในปีหน้า ยังไม่รวมกับหนี้เสียจากโครงการรถคันแรก
นอกจากนี้ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน งบประมาณในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ 4.8 แสนล้านบาท แต่กลับมีงบการลงทุนเพียงแค่ 2 หมื่นล้านบาท หรือ แค่ 7% เท่านั้น การปรับปรุงการศึกษาในเชิงคุณภาพกลับเป็นการตั้งงบสำหรับซื้อรถตู้ 1,000 คัน ที่รองรับการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก อีกทั้ง งบวิจัยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมายังถูกปรับลดลง 20% ซึ่งหากเป็นเช่นนี้การจะเดินหน้าไปสู่ความเป็นฮับในหลายด้านคงเป็นไปได้ยาก และไม่รู้ว่างบวิจัยที่เหลืออยู่นำไปวิจัยอะไรจะนำไปวิจัยการต้มสุราหรือไม่ ซึ่งหวังว่าคงจะไม่เป็นเช่นนั้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แทนที่รัฐบาลจะส่งเสริมการออมซึ่งรัฐบาลที่แล้วเคยออกพ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ ตั้งแต่ 9 พ.ค. 2554 แต่รัฐบาลนี้กลับไม่ดำเนินการสานต่อ ซึ่งไม่รู้ว่าทำไมไม่สานต่อหรือเป็นเพราะเป็นผลงานของรัฐบาลที่แล้ว ต่างจากสิ่งที่นายกฯ ไปปาฐกา ที่ มองโกเลีย และไม่เหมือนกับกองทุนหมู่บ้าน หรือ หลักประกันสุขภาพฯ แม้จะมีการปฏิวัติ และเปลี่ยนมาหลายรัฐบาลแต่ก็ยังเดินหน้าต่อมาจนถึงวันนี้
ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีแนวทางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ไม่ได้เดินหน้า ทั้งเรื่องภาษีที่ดิน โฉนดชุมนุม ธนาคารที่ดิน แต่กลับไปตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ งบประมาณ 1,500 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงพัฒนาที่ดินราชพัสดุเพียงแค่ 1 แปลง ที่ยังไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ต่างจากงบประมาณที่ตั้งไว้ในธนาคารที่ดินเพียงแค่ 17 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับคนทั้งประเทศ รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมกะโปรเจ็กต์และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกำลังสร้างความร่ำรวยให้กับคนกลุ่มเล็กๆ หรือ ทำให้คนที่รวยอยู่แล้วรวยขึ้นไปอีก โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เวลานี้ก็เหมือนกับโทรคมนาคมในสมัยพี่ชายของนายกฯ ที่สร้างความรวยกระจุก จนกระจาย
นอกจากนี้ รัฐบาลตั้งงบสำหรับการปรองดองไว้ 421 ล้านบาท ทั้งที่ความเป็นจริง ไม่ต้องตั้งงบสูงขนาดนี้แต่แค่หันหน้ามาพูดคุยเพื่อร่วมกันหาทางออก หรือ การตั้งงบสำหรับการปฏิรูปกฎหมาย 8 หมื่นล้านบาท ที่ควรจะเริ่มจากทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะถ้าชาวบ้านทำผิดก็ไม่สามารถที่จะหนีไปต่างประเทศหรือนิรโทษกรรมตัวเองได้ ดังนั้นควรจะเริ่มจากการทำความเท่าเทียม







