
ญี่ปุ่นส่อวุ่นหนักคิวอีทำตลาดบอร์นป่วน
ผันผวนรุนแรงเกินกว่าที่บรรดานักวิเคราะห์คาดการณ์หรือคาดหวังกันไว้สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น อายุ 10 ปี
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ผันผวนรุนแรงเกินกว่าที่บรรดานักวิเคราะห์คาดการณ์หรือคาดหวังกันไว้สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น อายุ 10 ปี โดยหลังจากที่เคยทำสถิติต่ำสุดถึง 0.315% ในเดือน เม.ย. อัตราผลตอบแทนดังกล่าวกลับดีดตัวเพิ่มสูงขึ้นแตะระดับเหนือ 1% ครั้งแรกในรอบ 1 ปีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 0.83% ในวันเปิดตลาดวันจันทร์ที่ 27 พ.ค.
ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินเห็นตรงกันว่าเป็นภัยอันตรายคุกคามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในช่วงพยายามดิ้นหนีให้หลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจซบเซาที่กินเวลามายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ
ขณะเดียวกัน การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่สามารถกลับคืนสู่สภาวะเสถียรภาพยังถือเป็นกริ่งสัญญาณเตือนภัยเบื้องต้นของวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคตของดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้
ทั้งนี้ ภายหลังรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การคุมบังเหียนของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ เข้ารับตำแหน่งในต้นปีที่ผ่านมา สารพัดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวทางอาเบะโนมิกส์ ซึ่งรวมถึงการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนให้กับธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จนมีมาตรการตั้งเป้าเงินเฟ้ออยู่ที่ 2% และทุ่มเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างโครงการซื้อคืนพันธบัตรเพื่อให้ต้นทุนการกู้ยืมถูกลง โดยใช้เงินไปแล้วถึง 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
เศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวอยู่บ้าง ยืนยันได้จากตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ 3.5%
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอาเบะ และบีโอเจดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) โดยมีจุดมุ่งหมายส่วนหนึ่งเพื่อดึงให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดต่ำลงนั้น ปรากฏว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของรัฐบาลญี่ปุ่นกลับแกว่งขึ้นลงไปมาไม่ต่างอะไรกับการเหวี่ยงของลูกตุ้ม
จนกลายเป็นชนวนสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อแผน “อาเบะโนมิกส์” แถมยังเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลมากขึ้น เมื่อประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดความแตกแยกในคณะผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยืนยันได้จากรายงานการประชุมล่าสุดที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่า คณะผู้กำหนดนโยบายได้แตกออกเป็น 2 ฝั่ง
ระหว่างฝ่ายแรกที่เห็นว่ายังจำเป็นต้องใช้นโยบายกดดอกเบี้ยผ่านโครงการซื้อคืนพันธบัตรต่อไป เพื่อดันให้ดัชนีเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตามเป้า 2% ที่วางไว้ กับฝ่ายที่สอง ที่เห็นว่าวิธีการข้างต้นรังแต่จะทำให้เกิดภาวะผันผวนในตลาดการเงินอย่างหนัก และจะทำให้ตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นไร้เสถียรภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม
วินเซนต์ ซิกนาเรลล์ นักกลยุทธ์ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา และนักเขียนคอลัมน์ด้านค่าเงินของหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล กล่าวว่า ความผันผวนในตลาดพันธบัตรจะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบัญชีงบดุลของบรรดาธนาคารญี่ปุ่นทั้งหลาย สอดคล้องกับความเห็นของ ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ ซึ่งกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมาว่าเสถียรภาพของตลาดพันธบัตรเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ เมื่อเอ่ยถึงพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงหนี้ภาครัฐ ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของญี่ปุ่นล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้ถือครองพันธบัตรแทบทุกธนาคาร โดยแถลงการณ์ทางการเงินล่าสุดของ มิซูโฮะ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป และมิตซูบิชิ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป แสดงให้เห็นว่า สถาบันการเงินทั้ง 2 แห่งถือครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอยู่แห่งละ 23% และยังมีการถือครองพันธบัตรในหน่วยงานของรัฐอีกหลายแห่ง
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ในขณะที่ตลาดพันธบัตรของญี่ปุ่นอยู่ในสภาวะราคาผันผวนและเอาแน่เอานอนไม่ได้ อัตราส่วนเงินกองทุนสินทรัพย์ขั้นที่ 1 ซึ่งถือเป็นเงินกองทุนหลักของธนาคารที่แสดงศักยภาพในการให้สินเชื่อและก่อหนี้ ก็ตกอยู่ในสถานะเช่นเดียวกัน โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นคำนวณว่า หากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าระดับปัจจุบันเพียงแค่ 1% ธนาคารในญี่ปุ่นทั้งหลายมีสิทธิประสบภาวะขาดทุนครั้งใหญ่ถึง 6.6 ล้านล้านเยน
นอกจากนี้ อันตรายของความผันผวนในตลาดพันธบัตรของญี่ปุ่นยังอาจจะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น เมื่อการปรับเปลี่ยนขึ้นลงอย่างรุนแรงนี้ ไม่ได้มาพร้อมกับเป้าเงินเฟ้อที่ภาครัฐตั้งเป้าจะผลักดัน
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าตัวเลขจีดีพีของญี่ปุ่นในไตรมาสแรกของปีนี้ที่แสดงให้เห็นการเติบโต แต่อัตราเงินเฟ้อที่แท้จริงของแดนปลาดิบกลับปรับลดลงแล้ว 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แถมยังเป็นมุมมองทางลบของญี่ปุ่นต่อเนื่องกันเป็นไตรมาสที่ 14
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กล่าวว่า หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังคงอยู่ในสภาวะผันผวน เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงจนธนาคารกลางของประเทศไม่สามารถควบคุมได้ เช่นเดียวกันกับที่ไม่มีสัญญาณบ่งชี้ของสภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลญี่ปุ่นจะค่อยๆ สูญเสียความเชื่อมั่นจากตลาด โดยเฉพาะตลาดภายในประเทศ
ต้องยอมรับว่า ขณะนี้ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลญี่ปุ่นได้กลายเป็นคำถามเคลือบแคลงของนักลงทุนแทบทุกสถาบัน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาสถานภาพของนายกรัฐมนตรีอาเบะที่ยังคงขาดอำนาจเด็ดขาดในการลงมือปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นไปในแนวทางสอดคล้องกับบีโอเจ โดยต้องตามลุ้นต่อในการเลือกตั้งวุฒิสภาที่กำลังจะมาถึงว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ของนายกรัฐมนตรีอาเบะจะสามารถครองเสียงข้างมากจนสามารถอำนวยความสะดวกในการดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ รวมถึง คาสุฮิโกะ โองาตะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากเครดิต อะกริโคล ในกรุงโตเกียว ระบุว่า ตราบใดที่รัฐบาลไม่สามารถผลักดันให้เกิดการปฏิรูปตามที่ผู้นำญี่ปุ่นได้ลั่นวาจาไว้ เป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ภายใน 2 ปี ก็จะเป็นเพียงแค่ความหวังที่ไม่มีวันเป็นจริง
ทั้งนี้ ซิกนาเรลล์ นักกลยุทธ์ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา อธิบายว่า แรงผลักดันจากภาครัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจประเทศมีการฟื้นตัวอย่างแท้จริง พร้อมยกตัวอย่างกรณีของสหรัฐที่ปล่อยให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลงมือกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ด้วยมาตรการผ่อนคลายทางการเงินหลากหลายรูปแบบ โดยก่อนหน้าวิกฤตการเงินในปี 2551 ดัชนีรายจ่ายในการบริโภคของบุคคล (พีซีอี) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อ อยู่ที่ 2.5% แต่หลังวิกฤตและหลังมาตรการคิวอีหลายระลอกของเฟด ดัชนีพีซีอีของสหรัฐกระเตื้องขึ้นมาอยู่แค่ที่ระดับ 1.1% เท่านั้น เหตุผลเพราะไม่มีการผลักดันนโยบายการคลังจากภาครัฐ
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งกล่าวว่า นอกจากความน่าเชื่อถือจะมีผลต่อนักลงทุนแล้ว ปัจจัยดังกล่าวยังมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดภายในประเทศญี่ปุ่นเอง เหตุเพราะผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลส่วนใหญ่กว่า 90% คือคนภายในประเทศ ดังนั้น หากผู้ถือครองพันธบัตรขาดความเชื่อมั่น ก็ย่อมไม่อยากควักเงินใช้จ่าย และส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจญี่ปุ่น จนหลุดเข้าสู่วงจรเงินฝืดอีกระลอก
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญแทบทุกสำนักสรุปตรงกันว่า ความท้าทายของรัฐบาลญี่ปุ่นในขณะนี้ไม่ได้มีเพียงการทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรกลับสู่เสถียรภาพอีกครั้งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจนมีผลต่อระดับเงินเฟ้อ ทว่าก็ต้องเป็นการเพิ่มที่ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไปเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ของญี่ปุ่นสามารถลดทอนผลกระทบที่จะมีต่อบัญชีงบดุลของตัวเองได้
ถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องตามลุ้นผลลัพธ์กันอีกครั้ง







