posttoday
ถึงเวลาเปลี่ยนคู่ขัดแย้ง เป็น ‘ภาคประชาสังคม’ กับ ‘ทักษิณ’

ถึงเวลาเปลี่ยนคู่ขัดแย้ง เป็น ‘ภาคประชาสังคม’ กับ ‘ทักษิณ’

15 เมษายน 2553

 

 

.....ปริญญา ชูเลขา 

รอยแผลความเคียดแค้นชิงชังระหว่างกลุ่มคนต่างสี ต่างความคิดทางการเมือง ณ พ.ศ. นี้ นับวันยิ่งบาดลึกขยายวงออกไปเรื่อยๆ มีสัญญาณร้ายให้เห็นทิศทางประเทศกำลังเดินเข้าสู่หุบเหวแห่งไฟสงคราม ที่กำลังเผาผลาญสังคมไทยให้ล่มจม

บรรยากาศผู้คนที่เห็นต่างกันรุมทุบตีคนไทยด้วยกันตามท้องถนนใจกลางเมืองและพื้นที่ในภูมิภาค สะท้อนว่าความเอื้ออาทร มิตรไมตรีจิต และความสามัคคีระหว่างคนเชื้อชาติที่หลากหลาย...ในนาม “คนไทย” กำลังกลายเป็นอดีต?

การสนทนาการเมืองเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับคนบางกลุ่ม บางครอบครัว บางองค์กร เพราะล่อแหลมที่จะกระทบกระทั่ง หรืออาจถึงขั้นมีการใช้ความรุนแรงเพื่อเอาชนะคะคานอีกฝ่ายที่เห็นต่างได้ทุกเมื่อ

ยิ่งพฤติกรรมคนเสื้อแดง (แกนนำมักเรียกว่าแดงเทียม) ก่อเหตุเหิมเกริมอยู่เหนือกฎหมายในหลายกรณี หากมีการโจมตีจากอีกฝ่ายก็จะถูกตอบโต้ด้วยวิธีรุนแรง ขณะที่แกนนำก็เดินหน้ายุยงปลุกปั่นให้มีความเกลียดชังฝ่ายตรงอยู่ตลอดเวลา ทำได้ทุกวิธีการเพื่อให้มวลชนเกลียดรัฐบาล เกลียดทหาร เกลียดทุกฝ่ายที่ไม่ใช่คนเสื้อแดง?

บรรยากาศเช่นว่านี้เสมือนเป็นถนนที่มืดมิดมองไม่เห็นทางออกอีกยาวนาน

ศ.สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ อธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า มองโลกในแง่ดีว่า วันนี้สังคมไทยยังไม่ถึงขั้นแตกหักแตกแยกหรือเกลียดชัง จนคนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง เพราะทุกคนในสังคมยังพูดคุยกันได้ แม้จะเป็นคนที่ใส่เสื้อต่างสี เพียงแต่ไม่พูดเรื่องการเมืองต่อหน้ากันเท่านั้น สำหรับความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเพราะแกนนำปลุกปั่นปลุกระดมสร้างความชิงชังให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนต่างหาก

“ประชาชนไม่ได้เกลียดกันจริงๆ ช่วงที่ผ่านมาสังเกตเห็นว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์คนไทยทุกคนทุกชนชั้นยังเล่นน้ำสงกรานต์ด้วยกันได้เลย ไม่ว่ายากดีมีจนและสามารถพูดคุยสนทนากันได้ทุกเรื่อง ยกเว้นไม่พูดเรื่องการเมืองเท่านั้นเอง ทุกปัญหาย่อมมีทางออก แต่ว่าสันติภาพทางการเมืองจะเกิดขึ้นคงต้องใช้เวลานานพอสมควร” อธิการบดีนิด้า กล่าว

นอกจากนี้ยังเสนอด้วยว่า การออกจากปัญหาในปัจจุบันจะต้องสร้างพลังการต่อรองทางสังคมให้เข้มแข็ง และต้องเปลี่ยนคู่ขัดแย้งระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับรัฐบาล มาเป็นระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับภาคประชาสังคม

“พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งธงโค่นล้มรัฐบาล และยื่นคำขาดว่าต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่ จึงทำทุกวิถีทางไปสู่จุดนั้น ดังนั้น การเจรจาใดๆ ย่อมไม่เกิดผล ความสงบสันติย่อมไร้วี่แวว ฉะนั้นต้องเปลี่ยนคู่ขัดแย้ง โดยให้ภาคประชาสังคมช่วยกันกดดันด้วยการยื่นข้อเสนอให้ พ.ต.ท.ทักษิณหยุดเคลื่อนไหว” อธิการบดีนิด้า แนะทางออกวิกฤต

อาจารย์สมบัติ ยังชี้แนะด้วยว่า ภาคประชาสังคมทุกๆ องค์กร ต้องผนึกกำลังกันเพื่อยื่นคำขาดกดดัน พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ยุติทำร้ายประเทศไทย ซึ่งแม้ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานก็ต้องทำและรอคอย เพราะหากย้อนกลับไปทบทวนบทเรียนในช่วงรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมไทยคาดหวังการแก้ไขปัญหาและการบังคับใช้กฎหมายแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดรวดเร็วและหวังผลสูงเกิดไป ซึ่งผลลัพธ์ออกมา คือความสูญเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย

นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เห็นว่า ในฐานะคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และในฐานะพลเมืองคนหนึ่งเขาไม่อาจท้อแท้และสิ้นหวังกับภาวการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น แต่เสนอว่าต้องช่วยกันผลักดันให้สันติภาพเกิดขึ้นให้จงได้ ซึ่ง “การเจรจา” จะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้ปัญหาความเกลียดชังระหว่างมนุษย์ด้วยกันยุติลงได้

“แต่การเจรจาไม่อาจเกิดขึ้น หากฝ่ายหนึ่งคิดว่าตัวเองเป็นต่อ และฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ไม่ควรบีบคั้นอีกฝ่ายหนึ่ง” เลขาธิการ กสม. กล่าว

เลขาธิการ กสม. ยังกล่าวอีกว่า อยากให้สังคมไทยสังเกตและร่วมกันสนับสนุนปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ นั่นก็คือขบวนการเรียกร้องสันติภาพที่เริ่มเกิดขึ้นทั่วทุกหย่อมหญ้า ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ดีและควรสนับสนุนการสร้างสันติภาพด้วยการใช้สันติวิธี

นพ.ชูชัย กล่าวว่า ต้นเหตุปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่ได้มีแค่ความแตกต่างของอุดมการณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของคนยากจนที่ถูกละเลยมานานเป็นโกฏิปี ไร้การสนใจและเหลียวแลจากนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนที่จริงจัง เกิดจากความไม่จริงใจของนักการเมืองที่จะแก้ปัญหาตรงรากเหง้า

“ความไม่จริงใจของนักการเมือง สังเกตได้จากเคยมีนักการเมืองยุคใดบ้างที่มีนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินให้แก่คนจน ด้วยการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรคนยากคนจน โดยชูนโยบายการปฏิรูปที่ดิน หรือนโยบายการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นเพราะนักการเมืองวางตัวเป็นขวากหนามใหญ่เสียเอง”

เลขาธิการ กสม. ยังสะท้อนความเป็นห่วงจากส่วนลึกๆ ให้ฟังว่า การแก้ไขปัญหาหลักสำคัญต้องพึ่งพาสื่อสารมวลชนในการนำเสนอข่าวที่เป็นกลาง สะท้อนความจริงและข้อเท็จจริง โดยเฉพาะสื่อหลักของประเทศ เช่น หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ และการนำภาพเหตุการณ์ระหว่างการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับกองทัพในค่ำคืนเมื่อวันที่ 10 เม.ย. มาให้คณะกรรมการสิทธิฯ เพื่อไขข้อกังขาของสังคม และจัดการคนผิดที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ในค่ำคืนวันนั้น

นอกจากนี้ การเข้าถึงชุมชน คือการแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าอีกวิธีการหนึ่ง ซึ่งทางกรรมการ กสม. ได้เร่งประสานให้ผู้นำชุมชน และผู้นำทางศาสนาเข้ามามีส่วนร่วมในการหารือร่วมกัน เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้ลงไปทำความเข้าใจกับคนในชุมชนที่เป็นชาวบ้านตาสีตาสาได้เข้าใจและไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ด้านปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ขอให้การสูญเสีย 21 ชีวิต เป็นการสูญเสียครั้งสุดท้าย และเป็นบทเรียนให้กับทุกฝ่ายในการช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาอีก ที่สำคัญสังคมไทยต้องช่วยกันใช้ “สันติวิธี” และ “การเจรจา” ในการพาประเทศไทยออกจากวิกฤต เพราะสรุปบทเรียนได้แล้วว่า ความรุนแรงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา

“ต้องลดเงื่อนไขของความรุนแรงและการเผชิญหน้า โดยรัฐบาลควรเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ด้วยการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง ให้เหลือเพียงการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเท่านั้น”

นักวิชาการผู้นี้ชี้หนทางออกให้กับฝ่ายการเมืองด้วยว่า ทุกพรรคการเมืองควรตระหนักว่า การเมืองในระบอบประชาธิปไตยคือการเอาชนะใจประชาชน ไม่ใช่ด้วยการใช้กำลัง หรือการบังคับให้คนอื่นให้ต้องปฏิบัติตาม เพราะในระบอบประชาธิปไตยนั้นประชาชนมีความหลากหลาย การจะชนะทางการเมือง คือฝ่ายที่สามารถชนะใจคนที่อยู่ตรงกลาง และยิ่งไปกว่านั้นคือสามารถเอาชนะใจฝ่ายตรงข้ามได้ด้วย และสำคัญที่สุดคือการเอาชนะกันนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของส่วนรวม บ้านเมืองยังจะไม่มีทางออกอื่น นอกเสียจากต้องถอยกันคนละก้าวและหันหน้ามาเจรจากัน โดยทุกฝ่ายต้องตระหนักว่า ประชาธิปไตยนั้นไม่มีใครได้อะไรไปทั้ง 100% แต่ทุกฝ่ายควรลดเงื่อนไขและหันหน้าเข้าหากัน

“เรายังมีสติกันอยู่และการพูดคุยเจรจายังเป็นไปได้เสมอ โดยรัฐบาลในฐานะเป็นผู้ต้องรับผิดชอบการแก้ปัญหาควรเป็นฝ่ายเริ่มต้นเสนอให้มีการเจรจาอีกครั้ง ซึ่งถ้าได้มีการดำเนินการตามแนวทางข้างต้น น่าจะช่วยทำให้สถานการณ์คลี่คลายระดับหนึ่ง และนำมาสู่การเจรจากันอีกครั้งหนึ่งได้” นักวิชาการจากค่ายท่าพระจันทร์ เสนอ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท