
จีนยังคิดได้
น่าสนใจไม่น้อยเมื่อประธานาธิบดี สีจิ้นผิง แห่งจีน บอกว่า ยอมรับได้ถ้าหากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจะเชื่องช้าลงเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศ
น่าสนใจไม่น้อยเมื่อประธานาธิบดี สีจิ้นผิง แห่งจีน บอกว่า ยอมรับได้ถ้าหากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจะเชื่องช้าลงเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศ
ในความเป็นจริง เรื่องสิ่งแวดล้อมของจีนถือเป็นประเด็นรองมากกว่า ขณะที่ประเด็นหลักนั้น น่าจะเป็นเพราะว่าจีนอยู่ในช่วงระหว่างการปรับสมดุลจากการพึ่งพาการส่งออกและภาคการผลิตเป็นหลัก สู่การพึ่งพาตลาดภายในประเทศซึ่งจะเป็นระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากกว่า และนี่คือสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจจีนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาอยู่ในระหว่างการชะลอตัวครับ
ต้องบอกว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจจีนเติบโตขึ้นมาอย่างร้อนแรงไม่ต่ำกว่า 910% ซึ่งเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด แม้ว่าเศรษฐกิจจะรุ่งโรจน์ แต่จีนเจอกับปัญหานานัปการซึ่งเป็นผลกระทบข้างเคียงจากการเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาช่องว่างความห่างระหว่างเมืองกับชนบท ปัญหาความต่างระหว่างคนเมืองและคนชนบท ความห่างระหว่างคนรวยกับคนจน และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ
การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนในครั้งนี้ที่ผู้นำจีนบอกว่ารับได้นั้น จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาอันพอเหมาะที่จีนจะใช้เวลาแก้ปัญหาต่างๆ ภายในประเทศ โดยที่ไม่มีการเร่งเร้าจากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วเกินไป
ว่ากันตามตรง ปัญหาที่จีนเจอดังที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น ทุกประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียล้วนแต่เจอปัญหาเหล่านี้ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าประเทศไหนจะให้ความสำคัญและตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้มากแค่ไหนเท่านั้นเอง
จีนถือเป็นประเทศที่เปิดตัวต่อเศรษฐกิจโลกช้ากว่าคนอื่น แต่เจอปัญหามากกว่าคนอื่น แต่จีนก็ตระหนักถึงปัญหานี้ และยอมรับที่จะแก้ไข ก็ต้องชื่นชมครับ
ปัญหาที่ว่ามาทั้งหมดในจีนนั้น อย่างประเทศไทยเองก็เจอกันแทบทุกปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ปัญหาความต่างระหว่างเมืองและชนบทที่นับวันก็ยิ่งห่างไกลกันทุกที
ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเร่งขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยก็เจอเหมือนกัน และเยอะเสียด้วย แต่ทว่าการแก้ปัญหากลับไม่ได้รับการตระหนักถึง
โรงงานอุตสาหกรรมยังคงแอบทิ้งสิ่งปฏิกูลปนเปื้อนสารเคมีและโลหะหนักในพื้นที่สาธารณะยังเกิดขึ้นเป็นนิจและบ่อยครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถเอาผิดจับมือใครดมได้ เป็นต้น และยังไม่เป็นนโยบายหลักที่รัฐยังเมินเฉยไม่เห็นความสำคัญที่จะต้องเร่งแก้ไข
บอกแล้วครับ ทุกประเทศเจอปัญหาคล้ายกันทั้งนั้น เพียงแต่ที่ไหนจะเห็นเป็นปัญหา ที่ไหนจะเพิกเฉย ซึ่งนั่นจะเป็นมาตรวัดที่ชัดเจนว่า ประเทศไหนพัฒนาแล้ว ประเทศไหนด้อยพัฒนาจริงๆ







