posttoday
สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68

สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68

28 พฤษภาคม 2556

รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2550 มาตรา 68 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยมีที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 มาตรา 63 วรรคสอง ซึ่งกำหนดว่า ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้รู้เห็นการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว

รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2550 มาตรา 68 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยมีที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 มาตรา 63 วรรคสอง ซึ่งกำหนดว่า ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้รู้เห็นการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2555 ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ในมาตรา 68 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ทราบถึงการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ที่จะใช้สิทธิให้มีการตรวจสอบการกระทำดังกล่าวได้สองประการ คือ ประการที่หนึ่ง เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ประการที่สอง สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการเรื่องการกระทำดังกล่าวได้ เพราะอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและวินิจฉัยสั่งการในกรณีผู้ร้องใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 วรรคสอง เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุดเพียงแต่มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น หาได้ตัดสิทธิของผู้ร้องที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ เมื่อผู้ร้องได้เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบแล้ว ชอบที่จะใช้สิทธิประการที่สองโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การแปลความดังกล่าวนี้จะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 68 และเป็นไปตามการรับรองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 69 ใจความว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่ทำไปเพื่ออำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้” ทั้งสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 นี้ มีหลักมุ่งหมายให้ประชาชนชาวไทยทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องพิทักษ์รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและการเข้าสู่อำนาจในการปกครองประเทศ ให้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มิให้ถูกล้มล้าง โดยสภาพจึงเป็นการป้องกันไว้ล่วงหน้า เพื่อที่จะได้มีโอกาสตรวจสอบและวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำที่จะเป็นอันตรายต่อระบอบการปกครองและเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นได้ การมีอยู่ของมาตรา 68 และมตรา 69 นี้จึงเป็นไปเพื่อรักษาหรือคุ้มครองตัวรัฐธรรมนูญตลอดจนหลักการที่รัฐธรรมนูญได้รับรองหรือกำหนดกรอบไว้ ให้ถือเป็นเจตนารมณ์หลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้มีการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณามีระยะเวลา 15 วัน จากนั้นจะมีการเข้าสู่ที่ประชุมร่วมรัฐสภาในวาระ 2 และวาระ 3 ต่อไป ทั้งนี้เนื้อหาสาระสำคัญในการเสนอขอแก้ไขมาตรา 68 นั้น เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้สิทธิของบุคคลเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสอง กำหนดให้ “ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่ออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อวรรคหนึ่ง ให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ”

ร่างมาตรา 68 ดังกล่าวเป็นการแก้ไขโดยกำหนดให้ต้องมีการดำเนินการเสนอเรื่องผ่านอัยการสูงสุดทุกกรณี การเสนอขอแก้ไขร่างมาตราดังกล่าวมีกลุ่มผู้คัดค้าน โดยมีแนวความคิดว่า บทบัญญัติมาตรา 68 วรรคสอง ถือเป็นบทบัญญัติรับรองสิทธิและคุ้มครองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชน ประชาชนผู้ทราบการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง จึงมีสิทธิยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดหรือจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างก็ได้ โดยเปิดช่องให้ประชาชนสามารถยื่นคำร้องได้ทั้งสองทาง ทั้งบทบัญญัติตามมาตรา 68 เป็นเรื่องสิทธิของประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมีความชัดเจนแล้วว่าประชาชนสามารถเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงก็ได้ การแก้ไขมาตรา 68 โดยกำหนดให้ประชาชนต้องผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น จึงเป็นการแก้ไขที่เป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน เพราะขึ้นอยู่กับอัยการสูงสุดเท่านั้นที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากอัยการสูงสุดไม่ยื่นคำร้อง ประชาชนก็ไม่มีช่องทางที่จะยื่นคำร้องเองได้โดยตรง และแม้ว่าคณะกรรมาธิการจะมีการปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว โดยกำหนดให้ประชาชนเสนอเรื่องผ่านอัยการสูงสุดและกำหนดระยะเวลาให้อัยการสูงสุดพิจารณาเรื่องดังกล่าวภายใน 30 วัน หากอัยการสูงสุดไม่พิจารณา ประชาชนมีสิทธิยื่นเรื่องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญได้นั้น ก็ถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชนที่จะไม่สามารถเสนอเรื่องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ยึดถือหลักนิติธรรม (The Rule of Law) โดยหลักนิติธรรมนี้ถูกระบุไว้ในมาตรา 3 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ใจความว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม” ซึ่งถือเป็นหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญที่วางกรอบความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับประชาชน โดยรัฐจะต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน นอกจากนี้แนวความคิดในเรื่องของสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 มีแนวความคิดมาจากศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนี ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีจะมีหน้าที่สองส่วนด้วยกัน คือ เป็นศาลยุติธรรม (Court of Justice) และผู้พิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญ (Warden of the Constitution)

ทั้งนี้ เพื่อให้มีกลไลในการป้องกันตนเองจากปัญหาที่มีต่อหลักประชาธิปไตย โดยได้รับบทเรียนมาจากในยุคสมัยของฮิตเลอร์ ซึ่งถือเป็นยุคเผด็จการในรูปแบบประชาธิปไตย จึงต้องมีการก่อตั้งสถาบันพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ขึ้นมา ทั้งบทบัญญัติมาตรา 69 ข้างต้นยังเป็นการเน้นย้ำว่าเป็นการให้สิทธิแก่ประชาชนในการต่อต้านการกระทำใดๆ ที่ทำไปเพื่ออำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหลักการที่สอดคล้องกับหลักการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญด้วย

ประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ในขณะนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับพิจารณาคำร้องของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา และคำร้องของ บวร ยสินทร และคณะ ซึ่งใช้สิทธิตามมาตรา 68 ขอให้ยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และมาตรา 237 ของรัฐสภา และศาลรัฐธรรมนูญยังได้รับคำร้องของ วรินทร์ เทียมจรัส อดีตสมาชิกวุฒิสภา ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่า การกระทำการเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวเป็นการตัดสิทธิของบุคคลในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รวมพิจารณาวินิจฉัยคำร้องทั้งสี่ไปในคราวเดียวกันแล้ว

โดยตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวินิจฉัยเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราไว้นั้น เป็นเพียงนิติวิธีเท่านั้น ดังนั้นการเสนอขอแก้ไขมาตรา 68 ในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องน่าติดตามว่าเป็นการกระทำที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการยื่นคำร้องไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงและลิดรอนอำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการรับคำร้องไว้วินิจฉัย อันอาจขัดต่อหลักนิติธรรมตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราของรัฐสภาในครั้งนี้จะถือเป็นการดำเนินวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อันอาจขัดต่อหลักการตามมาตรา 68 หรือไม่ และการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวจะถือเป็นการดำเนินการเปลี่ยนแปลงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญอันอาจจะต้องนำไปสู่กระบวนการออกเสียงประชามติของประชาชนหรือไม่ หรือการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราดังกล่าวจะสามารถดำเนินการไปได้เลย คงต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะวินิจฉัยถึงการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ในครั้งนี้ ซึ่งมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยไปในทิศทางใด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท