posttoday
ใช้กระบี่ไร้กระบวนท่าแก้ปัญหาเงินบาท

ใช้กระบี่ไร้กระบวนท่าแก้ปัญหาเงินบาท

28 พฤษภาคม 2556

อาทิตย์ที่แล้ว เบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางของสหรัฐ ได้ให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการร่วมค้านเศรษฐกิจของรัฐสภาสหรัฐ ใครที่มีโอกาสได้ติดตามชมการถ่ายทอดการประชุมของคณะกรรมาธิการของสภาอเมริกันชุดนี้ ในวันนั้นจะสังเกตได้ว่า ถึง เบอร์แนนคี จะตอบทุกคำถามจากคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาปัญหาเศรษฐกิจมาเป็นอย่างดีล่วงหน้าอย่างละเอียดชัดเจน แต่สิ่งที่ไม่หลุดออกจากปากประธานธนาคารกลางสหรัฐ คือ ไม่ยอมบอกว่าจะยกเลิกมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเมื่อไหร่ แต่บอกว่าจะยกเลิกต่อเมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง และคนอเมริกันมีงานทำอย่างทั่วถึง แต่จะยกเลิกคุณภาพที่ว่านี้แน่ เพราะการอัดฉีดเงินเข้าระบบเพื่อกดอัตราดอกเบี้ยไว้มีผลกระทบต่อผู้มีเงินออม และทำให้นักลงทุนหรือผู้บริหารกองทุนบิดเบือนการลงทุนโดยเน้นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงไม่คำนึงถึงความเสี่ยงต่างๆ ในการทุน

อาทิตย์ที่แล้ว เบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางของสหรัฐ ได้ให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการร่วมค้านเศรษฐกิจของรัฐสภาสหรัฐ ใครที่มีโอกาสได้ติดตามชมการถ่ายทอดการประชุมของคณะกรรมาธิการของสภาอเมริกันชุดนี้ ในวันนั้นจะสังเกตได้ว่า ถึง เบอร์แนนคี จะตอบทุกคำถามจากคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาปัญหาเศรษฐกิจมาเป็นอย่างดีล่วงหน้าอย่างละเอียดชัดเจน แต่สิ่งที่ไม่หลุดออกจากปากประธานธนาคารกลางสหรัฐ คือ ไม่ยอมบอกว่าจะยกเลิกมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเมื่อไหร่ แต่บอกว่าจะยกเลิกต่อเมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง และคนอเมริกันมีงานทำอย่างทั่วถึง แต่จะยกเลิกคุณภาพที่ว่านี้แน่ เพราะการอัดฉีดเงินเข้าระบบเพื่อกดอัตราดอกเบี้ยไว้มีผลกระทบต่อผู้มีเงินออม และทำให้นักลงทุนหรือผู้บริหารกองทุนบิดเบือนการลงทุนโดยเน้นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงไม่คำนึงถึงความเสี่ยงต่างๆ ในการทุน

ถ้าท่านสังเกตให้ดี เบอร์แนนคี จะสรุปลักษณะเศรษฐกิจของประเทศทั้งสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยการประเมินความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ การจ้างงานในระบบเศรษฐกิจอัตราเงินเฟ้อ การขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และผลกระทบจากเศรษฐกิจนอกประเทศว่า แข็งแกร่งขึ้นอย่างไร แต่ยังมีจุดอ่อนอยู่ตรงไหน

นอกจากนั้น เขาก็สรุปผลกระทบจากการดำเนินมาตรการคลังภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลาง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเหนี่ยวรั้งผลกระทบจากการปั๊มเงินเข้าระบบ ซึ่งเป็นมาตรการทางการเงินของธนาคารกลาง แต่ก็ไม่ได้กล่าวหาว่าใครผิดใครถูก

ท้ายสุด เขาพูดส่งมาตรการทางการเงินซึ่งมีเป้าหมายร่วมกันระหว่างรัฐสภากับธนาคารกลาง คือการกระตุ้นให้มีการจ้างงานสูงสุด และทำให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้

นอกจากการลดอัตราดอกเบี้ยซึ่งมีข้อจำกัด เพราะอัตราดอกเบี้ยใกล้จะถึงศูนย์แล้ว ก็คือการใช้วิธีชี้นำนโยบายล่วงหน้าว่าธนาคารกลางจะดำเนินมาตรการทางการเงินอย่างไรภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป

และที่สำคัญคือการอัดฉีดเงินเข้าระบบเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจขยายตัว การจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่อยู่ในระดับที่น่าไว้วางใจ

เพราะฉะนั้น คำแถลงของ เบอร์แนนคี จึงมีคำว่า “แต่” “ถึงแม้ว่า” “ขึ้นอยู่กับว่า” “ถึงก่อนหน้านี้จะพูดว่า” “อย่างไรก็ตาม” เกือบทุกย่อหน้าไม่มีการฟันธง ยัดเยียดความเห็นของเขาให้คนอื่นยอมรับแต่อย่างใด

หลังการแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ เหล่านักวิชาการ นักลงทุน นายธนาคาร และใครต่อใครจึงต้องเก็บเอาคำชี้แจงมาวิเคราะห์ ตีความกันอุตลุด ว่า เบอร์แนนคี หรือธนาคารกลางสหรัฐ จะเอาอย่างไรกันแน่ จะดำเนินมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบต่อไปตามปกติ จะลดจำนวนลงจะเลิกเมื่อไร จะเลิกทันทีหรือจะค่อยๆ เลิก

ผลของการพูดให้ต้องตีความ คือ ทำให้เหล่านักเก็งกำไรทั้งหลายต้องหวนกลับมาประเมินความเสี่ยงของตัวเองใหม่ ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตกลงโดยทั่วหน้า ทั้งที่ เบอร์แนนคี ยังไม่ได้ทำอะไรหรือหยุดทำอะไรเพิ่มเติม

ผมว่า นี่คือศิลปะและความเนียนในการบริหารเศรษฐกิจของอเมริกา ผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาในคณะกรรมาธิการเองก็เข้าใจและเห็นความสำคัญที่จะทำเรื่องบางเรื่องให้ด้วยการตีความ ใครอยากรวย อยากลงทุน อยากรับความเสี่ยงระดับไหนเป็นสิทธิส่วนตัว

ถ้าอยากรวย ก็ตีความเข้าข้างตัวเอง ถ้าถูกก็รวย แต่ถ้าผิดจะโทษใครไม่ได้ แต่สำหรับนักลงทุนที่ระมัดระวังเกินเหตุ พอจบการประชุมตีความแง่ร้ายไว้ก่อน ยอมขาดทุน ขายหุ้น ขายทอง ทิ้งทรัพย์สินที่ลงทุนไว้ สุดท้ายไม่มีอะไร ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูมเกินกว่าเหตุ โทษใครไม่ได้อีกเหมือนกัน โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งไม่ยอมเป็นแพะรับบาปให้ใครง่ายๆ

ผมว่า ทั้งหมดเป็นอะไรที่สวยงามและน่าสนุกน่าสนใจในระบบทุนนิยม ซึ่งทุกคนมีสิทธิที่จะคิดและตัดสินใจ ส่วนที่ขาดคือข้อมูลในการนำมาคิดเพื่อประกอบการตัดสินใจ หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบเป็นผู้นำมาประมวล สรุปเปิดเผยให้ทุกคนทราบพร้อมๆ กัน ในเวลาเดียวกัน ไม่มีการแอบกระซิบให้เพื่อนฝูงบริวารหรือนายทุนราบก่อน ย่อมทำให้กลไกตลาดเป็นไปตามธรรมชาติอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม ไม่มีการชี้นำ

ความจริง ถ้าปรับกระบวนการทำงานแบบนี้มาใช้แก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ผมเชื่อว่าปัญหานี้ถูกแก้ไขได้ไม่ยาก เพราะการที่ใครก็ตามจะเคลื่อนย้ายเงินจำนวนเป็นแสนล้านบาทเข้ามาลงทุนในประเทศนี้ จะต้องเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีนโยบายชัดเจนที่จะให้ความปลอดภัยต่อเงินที่นำเข้ามาลงทุน จะไม่มีการเก็บภาษีหรือออกมาตรการเสริมอื่นๆ ที่จะกระทบคอยลดงบแทนในการลงทุนของเขา จะไม่มีการออกกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับใหม่ๆ เพื่อจำกัดเสรีภาพในการลงทุนของเขา อย่างน้อยนำเข้ามาได้ต้องนำออกไปได้ ประเทศนี้จะต้องมีเงินทุนสำรองต่างประเทศเพียงพอที่จะให้เขาแลกเงินที่นำเข้ามาลงทุน เพื่อเอากลับประเทศหรือเอาไปลงทุนที่อื่น และยิ่งถ้าผู้บริหารประเทศเผลอออกมาพูดอย่างเปิดเผยว่าจะไม่ออกมามาตรการควบคุมเงินทุนจากต่างประเทศอย่างแน่นอน เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการลงทุนระยะยาวจะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้เขานำเงินเข้ามาลงทุนใช่ไหมครับ

วิธีชะลอการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ง่ายที่สุดคือการสร้างความไม่ชัดเจนว่า ทางการไทยคือรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศจะใช้กระบวนท่าไหนจัดการกับเงินทุนไหลเข้า อย่าปิดโอกาสตัวเองที่จะใช้กระบี่ไร้ร่องรอยจัดการกับศัตรูแทนที่จะบอกว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอการไหลเข้าของเงินทุนให้ “ศัตรู” จับทางได้ เตรียมหาผลตอบแทนจากการลงทุนวิธีอื่น สู้บอกว่า ทางการไทยจะจัดการปัญหานี้แน่และพร้อมจะใช้ทุกๆ มาตรการที่มีจัดการกับปัญหานี้ไม่ดีกว่าหรือ

ส่วนจะใช้มาตรการใด หนักเบาแค่ไหน อย่างไร และเมื่อไร อย่าให้ใครรู้ ให้ไปคาดเดาเอาเอง แค่นี้ก็ไม่กล้าเทเงินเข้ามาเพิ่มแล้ว

ความจริงเรื่องนี้มีข้อพิสูจน์ให้เห็นแล้ว คือ หลังจากที่รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประชุมร่วมกันเมื่อประมาณ 23 สัปดาห์ที่แล้ว และออกมาบอกว่าทางการไทยจะออกมาตรการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุนจากต่างประเทศ นอกจากนี้จากการมุ่งกดดันให้ ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ย เงินบาทก็อ่อนค่าลงทันตาเห็น

ทั้งนี้ เพราะสิ่งที่นักลงทุนชอบที่สุดคือความแน่นอน และไม่ชอบที่สุดคือความไม่แน่นอน

ขณะนี้เมื่อเราไม่ต้องการเงินทุนจากต่างประเทศ ก็อย่าไปสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติอยากนำเงินเข้ามาลงทุน โดยสร้างความชัดเจนว่า ทางการไทยจะดำเนินการต่อเงินทุนไหลเข้าอย่างไร เก็บไว้ใช้เมื่อต้องการเงินทุนจากต่างประเทศในอีก 23 ปี ข้างหน้าดีกว่า

ส่วนตอนนี้ ก็ทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความสับสนให้ได้ว่า ทางการไทยจะออกมาตรการอะไรมาจัดการกับปัญหา และจะออกมาตรการเหล่านั้นเมื่อไหร่ จะเข้มข้นขนาดไหน รับรองว่า เงินไม่ไหลเข้า และเงินบาทก็จะอ่อนค่าลงเอง

ความจริง การไม่รับเงินของคนอื่นไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก เหมือนการให้คนอื่นเอาเงินเข้ามาให้นะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์