
ยึดสมรภูมิไซเบอร์ต้านระบอบทักษิณ
ปรากฏการณ์หน้ากากขาว “กาย ฟอว์กส์” รณรงค์ต่อต้านรัฐบาลและระบอบทักษิณ
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ปรากฏการณ์หน้ากากขาว “กาย ฟอว์กส์” รณรงค์ต่อต้านรัฐบาลและระบอบทักษิณ ที่ถูกปลุกกระแสจนขยายวงกว้างไปทั่วสังคมโซเชียลมีเดีย รอบนี้ถือเป็นสัญญาณการเปลี่ยนผ่านพื้นที่การต่อสู้ทางการเมืองที่เปลี่ยนไปของสังคมไทย
หลังจากแนวร่วมในโลกไซเบอร์จำนวนไม่น้อย พร้อมใจกันเปลี่ยนรูปโพรไฟล์เป็นหน้ากากขาว พร้อมเข้าไปรุมถล่มโพสต์ข้อความตามแฟนเพจในเครือข่ายของรัฐบาล และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นแฟนเพจของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แฟนเพจของทำเนียบรัฐบาลแฟนเพจของพานทองแท้ ชินวัตร หรือเพจพรรคเพื่อไทย และเพจของแกนนำเสื้อแดง ด้วยข้อความ อาทิ
“ขณะนี้กองทัพประชาชนได้ลุกขึ้นมาแล้ว ข้าขอประกาศว่า ข้าจะล้มล้างระบอบทักษิณให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย”
“รัฐบาลอย่ามาท้าทายอำนาจของประชาชน เพราะอำนาจของรัฐบาลมาจากเสียงของประชาชน พวกเราสามารถทวงคืนได้ทุกเมื่อที่เราต้องการ”
วิวาทะในโลกออนไลน์จึงเริ่มปะทุรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสมาชิกไซเบอร์อีกฝั่ง เปิดฉากโต้กลับพร้อมผุดหน้ากากแดง ถล่มในโซเชียลเน็ตเวิร์กย้อนรอยพื้นที่ ซึ่งหน้ากากขาวเข้าไปโพสต์ข้อความ รวมถึงขุดคุ้ยประวัติต้นตอ “กาย ฟอว์กส์” ว่าเป็นคนอังกฤษที่พยายามจะวางระเบิดอาคารรัฐสภาของอังกฤษ เพื่อสังหารพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แต่ถูกจับกุมได้เสียก่อน ไม่ใช่การต่อสู้กับเผด็จการอย่างที่ภาพยนตร์ “V For Vendetta” นำเสนอ
กระแสหน้ากากขาวยังบานปลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้น ต่อไปเมื่อพรรคเพื่อไทยเรียกประชุมทีมกฎหมายเพื่อตรวจสอบว่า การปลุกกระแสหน้ากากขาวมาถล่มรัฐบาล ครั้งนี้เข้าข่ายการกระทำผิดทาง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือผิดทางอาญาหรือไม่ พร้อมจี้ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง
แม้หน้าฉากจะออกมาประเมินว่า หน้ากาก กาย ฟอว์กส์ ครั้งนี้คงจุดกระแสไม่ติด แต่เพื่อไทยก็ยังออกอาการวิตกต้องหาทางปรามความเคลื่อนไหวในโลกไซเบอร์รอบนี้ เป็นเพราะรู้ดีว่าหากไม่รีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลมย่อมถูกขยายผลบานปลาย จนผลสะเทือนถึงเสถียรภาพรัฐบาลในอนาคต
เมื่อรูปแบบการเคลื่อนไหวแบบเดิมๆ ที่วนเวียนอยู่กับการชุมนุมข้างถนน ปักหลักยืดเยื้อ กดดัน หรือขับไล่รัฐบาล ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ
ด้วยเงื่อนไขสำคัญอย่างเรื่องกระสุน หรือสายป่าน ไปจนถึงความยุ่งยากในบริหารจัดการ ทำให้การระดมมวลชนเรือนพันเรือนหมื่นให้ออกมาปักหลักชุมนุม ในจังหวะเวลาที่ยังไม่สุกงอม ท่ามกลางความชินชาและเบื่อหน่ายของการชุมนุม
สมรภูมิการเมืองในเวลานี้ จึงเริ่มเบนน้ำหนักมาเปิดเวทีวิวาทะกันในโลกไซเบอร์มากยิ่งขึ้น ด้วยจุดเด่นเรื่องราคาถูก รวดเร็ว และเข้าถึงมวลชนได้อย่างกว้างขวางตามจำนวนผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ที่สำคัญอิสระในการแสดงออกในโลกไซเบอร์ดูจะเปิดกว้างไร้ขอบเขตจำกัดกว่าการชุมนุมข้างถนนหลายเท่า การจะปิดเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาท หรือไม่เหมาะสมต่างๆ ล้วนแต่ต้องส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาตัดสินก่อนปิดเว็บไซต์
นั่นจึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองกลุ่มการเมืองสีเสื้อต่างๆ ไปจนถึงกลุ่มเคลื่อนไหวอิสระ จะหันมาแย่งชิงพื้นที่เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ นำเสนอข้อมูลฝ่ายตนเองโจมตีฝ่ายตรงข้าม กันทั้งแบบเปิดหน้าและไม่เปิดหน้า ชนิดที่ไม่ต้องมาคอยง้อสื่อกระแสหลักอีกต่อไป
ตอกย้ำด้วยการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลรอบใหม่ของ “ไทยสปริง” ภายใต้การนำของ “แก้วสรร อติโพธิ” อดีต คตส. และ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนัก ที่จุดประเด็นต่อต้านปาฐกถาของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และปักหลักยึดที่มั่นในโลกไซเบอร์เป็นฐานเคลื่อนไหวและมีแนวร่วมทางออนไลน์กว่า 3 หมื่นคน ในเวลานี้
“หนึ่ง คือมันไม่เหนื่อย ไม่จำเป็นต้องไปตากแดดตากฝน เอะอะอะไรก็ชุมนุมอย่างเดียว มันเปลืองมวลชน สอง คือไม่ต้องมีแกนนำ ผมกับอาจารย์วสิษฐเป็นเพียงออร์แกไนเซอร์ที่เปิดเว็บเพจรวบรวมความเห็น หากประชาชนอยากมีส่วนร่วมก็เข้ามาได้ วันนี้มองว่าการชุมนุมควรจะทำเท่าที่จำเป็น แต่ในโซเชียลมีเดียมันมีช่องทางการเมืองให้ขยายตัวอีกมาก” แก้วสรร อธิบายถึงการเปลี่ยนพื้นที่ทางการเมืองให้มาอยู่ในโลกออนไลน์
ยิ่งหากดูความสำเร็จจากต้นแบบอย่าง “อาหรับ สปริง” อินเทอร์เน็ตถือเป็นช่องทางสำคัญในระดมมวลชน โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงปิดกั้นเนื้อหาการต่อต้านรัฐบาลในอินเทอร์เน็ต ยิ่งเป็นชนวนปลุกกระแสต่อต้านจากมวลชนให้รุนแรงมากขึ้น
ไม่ต่างจากการเคลื่อนไหว “ออกคิวพาย วอลสตรีท” ที่มีกลุ่มมวลชนออกมาประท้วงความไม่เท่าเทียมทางสังคมและเศรษฐกิจ พร้อมนำสัญลักษณ์ “กาย ฟอว์กส์” มาเป็นสัญลักษณ์การแสดงออกและถูกขยายผลไปยังเมืองต่างๆ ผ่านช่องทางสำคัญอย่างโลกออนไลน์
สมรภูมิการเมืองไทยที่เริ่มเบนเข็มมาสู่โลกไซเบอร์เวลานี้ จึงเหมือนการบ่มเพาะความขัดแย้งที่รอวันปะทุในที่สุด







