posttoday
วิสาขะ ธรรมะที่เหนือกฏหมาย

วิสาขะ ธรรมะที่เหนือกฏหมาย

27 พฤษภาคม 2556

สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์วิสาขบูชา อันเนื่องมาจากวันศุกร์ที่ 24 พ.ค. ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนา

สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์วิสาขบูชา อันเนื่องมาจากวันศุกร์ที่ 24 พ.ค. ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนา

ไม่ว่าสหประชาชาติจะยกย่องให้เป็นวันสำคัญของโลกหรือไม่ก็ตาม ความสำคัญของวันวิสาขบูชา ก็ยังเป็นวันสำคัญของชาวพุทธที่ไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ในฐานะชาวพุทธ อดที่จะแอบดีใจไม่ได้ที่องค์กรใหญ่อย่างสหประชาชาติให้ความสำคัญ

ชาวพุทธทราบกันดีว่า วันวิสาขบูชา เป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันเดียวกัน แต่ห่างกันช่วงละ 35 ปี และ 45 ปี

เหตุการณ์แรก คือ การประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินี

อีก 35 ปีต่อมา เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี

ต่อมาอีก 45 ปี พระพุทธเจ้าทรงดับขันธปรินิพพานที่ใต้ต้นสาละ เมืองกุสินารา

พระพุทธองค์ใช้ชีวิตที่เป็นสุขทางโลก อยู่ในพระราชวังเพียง 29 ปี ก็ออกบวช และใช้ชีวิตในชนบท อยู่ในป่าเขาลำเนาไพร ตลอด 51 ปี ตั้งแต่ออกบวชจนปรินิพพาน

พระพุทธองค์ตรัสรู้อะไร และสอนอะไรให้กับชาวโลก

สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้คือความเป็นจริงของชีวิต ธรรมชาติของสรรพสิ่งในโลกทั้งสาม และด้วยพระเมตตาอันหาประมาณมิได้ต่อสัตว์โลก พระองค์ท่านจึงทรงสอนทุกอย่าง ทั้งธรรมขั้นสูงเพื่อความหลุดพ้น ธรรมสำหรับผู้ปกครอง รวมทั้งธรรมในระดับชาวบ้าน เพื่อความสงบสุขของสังคมและเพื่อความสุขในการดำรงชีวิตของทุกคน

ในระดับสูงสุด ธรรมที่พระพุทธองค์นำมาสอนภิกษุผู้ปรารถนาความหลุดพ้น คือ อริยสัจ 4 ซึ่งมีความหมายว่า ความจริงอย่างประเสริฐ หรือความจริงที่ทำให้คนเป็นพระอริยะอันประกอบด้วย ทุกข์สมุทัยนิโรธมรรค หรือแปลเป็นไทยว่า ความทุกข์วิธีดับทุกข์ความพ้นจากทุกข์วิถีทางดำเนินแห่งความพ้นทุกข์

หลักการง่ายๆ เพียงแค่ 4 ประการ แต่จะมีใครสักกี่คนที่เข้าใจได้อย่างลึกซึ้งและเห็นตามความจริงตามที่พระพุทธองค์ท่านนำมาสอน และยิ่งหาได้ยากยิ่ง สำหรับผู้ที่ปฏิบัติจนหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง

พระพุทธองค์ท่านนำความจริงของมนุษย์มาเปิดเผยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากทุกข์ แก่นสารสาระใดๆ ไม่มี นอกจากทุกข์เท่านั้น แม้สุขก็มาจากทุกข์ที่น้อยลงหรือหมดไป

ทดลองดูก็ได้ว่า ความสุขจริงๆ มีหรือไม่ ถ้าท่านใดเห็นว่าการนอนคือความสุข ลองนอนโดยไม่เปลี่ยนท่านอนสัก 23 ชั่วโมงดู หรือนอนอย่างเดียวไม่ต้องทำอะไรสัก 3 วัน ก็จะรู้ว่าการนอนมีความสุขจริงหรือไม่ หรือลองนั่งเฉยๆ โดยไม่เปลี่ยนท่านั่งไม่ว่าจะนั่งท่าใดก็ตาม จะมีความสุขจริงหรือไม่

ที่คนเรารู้สึกว่ามีความสุขเพราะได้เปลี่ยนอิริยาบถ นอนหรือนั่งสักพัก พอได้ปรับเปลี่ยนท่าก็รู้สึกสบาย แท้จริงแล้ว ทุกอย่างเป็นทุกข์ แต่เมื่อเราผ่อนคลายให้ทุกข์น้อยลง เราจึงรู้สึกว่ามีความสุข

พระพุทธองค์ท่านสอนธรรมในระดับของผู้ปกครองบ้านเมือง ที่รู้กันดีคือ ทศพิธราชธรรม คือธรรม 10 ประการสำหรับพระราชา ซึ่งทรงหมายถึงผู้ปกครองในยุคสมัยนั้นที่ผู้ปกครองบ้านเมืองมีแต่เพียงพระราชาเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ทศพิธราชธรรมนี้ มิได้ผูกขาดเฉพาะพระราชาเท่านั้น ผู้ใช้อำนาจปกครองในระบอบประชาธิปไตย หากนำไปใช้ย่อมจะเกิดประโยชน์สุขกับอาณาประชาราษฎร์อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเป็นธรรมที่ดีๆ ทั้งนั้น อันได้แก่ ทาน (การสละสิ่งของ) ศีล (การประพฤติตนอยู่ในกรอบที่ดี) ปริจจาคะ (ความเสียสละ) อาชชวะ (ความซื่อตรง) มัททวะ (ความอ่อนโยน) ตบะ (ความไม่หมกมุ่นในความสุขสำราญ) อักโกธะ (ความไม่โกรธ) อวิหิงสา (ความไม่ข่มเหงเบียดเบียน) ขันติ (ความอดกลั้นอดทน) และอวิโรธนะ (ความมั่นคงในธรรม)

เพียงแค่ศีลข้อเดียว ถ้าผู้ปกครองประเทศของเราปฏิบัติได้ เพียงแค่ศีลห้าเท่านั้น บ้านเมืองเราจะสงบสุข ไม่มีกีฬาสี ไม่มีการโกหกหน้าด้านๆ ไม่มีแม้กระทั่ง White lie เหมือนอย่างทุกวันนี้

ระดับสุดท้าย เป็นศีลสำหรับปุถุชนคนทั่วไป ชาวบ้านอย่างเราๆ รวมถึงเสื้อเหลืองเสื้อแดงทั้งหลายด้วย พระพุทธองค์ท่านสอนธรรมสำหรับการครองเรือน ธรรมสำหรับการทำงาน ธรรมสำหรับการรักษาทรัพย์ ฯลฯ และที่เป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับพวกเราก็คือ พระพุทธองค์ท่านเปิดเคล็ดลับอันแท้จริงของธรรมชาติสำหรับความเป็นมนุษย์ คือ ศีลห้า ว่าเป็นศีลขั้นพื้นฐานของมนุษย์

ความหมายก็คือ หากใครรักษาศีลห้าไม่ได้ ไม่ได้อยู่ในความหมายของความเป็นมนุษย์ ชาตินี้รักษาไม่ได้ ชาติหน้าก็อย่าได้หวังว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์

พระพุทธองค์ท่านสอนความสุขของผู้ครองเรือนหรือชาวบ้านอย่างเราๆ มี 4 อย่าง คือ

อัตถิสุข สุขอันเกิดจากความขยันหมั่นเพียรในการหาทรัพย์โดยชอบ มีความสุขเมื่อได้ทรัพย์มาอย่างสุจริต ไม่คดโกงหรือคอร์รัปชั่น ไม่ชักเปอร์เซ็นต์จากโครงการต่างๆ

โภคสุข สุขอันเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ในการเลี้ยงชีพ เลี้ยงผู้ควรเลี้ยง และบำเพ็ญประโยชน์ พระพุทธองค์ท่านไม่สอนให้นอนกอดทรัพย์ ให้รู้จักใช้ โดยเฉพาะต้องรู้จักเสียภาษีอันเป็นการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสาธารณะ

อนณสุข สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ ไม่มีหนี้สินติดค้างใคร ผู้ปกครองก็ไม่ควรสนับสนุนให้คนเป็นหนี้ โดยอ้างว่าต้องเป็นหนี้จึงมีโอกาสร่ำรวย

อนวัชชสุข สุขอันเกิดจากความประพฤติสุจริต ไม่บกพร่องเสียหาย ทั้งกาย วาจา ใจ ความสุขประเภทนี้คือการรักษาศีลห้านั่นเอง

ในบรรดาสุขทั้ง 4 นี้ ท่านว่า อนวัชชสุข มีค่ามากที่สุด

หากคนไทยที่อ้างว่าเป็นชาวพุทธ โดยเฉพาะนักการเมือง ข้าราชการประจำผู้ใช้อำนาจปกครองทั้งหลาย ถือปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ เพียงแค่ศีลห้าอันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ได้แล้ว เมืองไทยเราเป็นมหาอำนาจไปนานแล้ว

แต่ไม่ว่าท่านจะเชื่อกฎแห่งกรรมหรือไม่ก็ตาม ท่านก็ไม่อาจหนีกฎแห่งความเป็นจริงนี้ไปได้ เพราะธรรมคือธรรมชาติที่อยู่เหนือกฎหมายทั้งปวง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน