
พระผู้แสดงธรรม ได้วิจิตร (5)
ท่านผู้อ่านที่เคารพ MQ ได้นำเอาเรื่องของพระกุมารกัสสปะ ซึ่งได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ เป็นเลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายในด้านการเป็นผู้ “แสดงธรรมได้วิจิตร”
ท่านผู้อ่านที่เคารพ MQ ได้นำเอาเรื่องของพระกุมารกัสสปะ ซึ่งได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ เป็นเลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายในด้านการเป็นผู้ “แสดงธรรมได้วิจิตร” มาคุยกัน 4 ตอนแล้ว วันนี้ขอนำเรื่องที่เกี่ยวกับการแสดงธรรมของท่านโดยตรงมาคุยกันต่อ ซึ่งก็ยังเป็นเรื่องการโต้ตอบระหว่างท่านพระกุมารกัสสปะกับพระยาปายาสิผู้มีความเห็นผิด ไม่เชื่อว่าบุญบาปมีผล เป็นต้น และได้กระทำการทดลองต่างๆ กับนักโทษประหารของพระองค์ จนทำให้พระเจ้าปายาสิมีความมั่นใจในความเชื่อผิดๆ ตามที่พระองค์เข้าใจ แต่พระกุมารกัสสปะสามารถตอบคำถามและแสดงธรรม ประกอบด้วยการยกตัวอย่างอุปมาอุปไมยได้ดีเยี่ยม จนทำให้พระเจ้าปายาสิยอมรับและเข้าใจถูกต้องได้ ความมีต่อโดยย่อดังนี้ ...
พระยาปายาสิ : เรื่องอื่นที่ทำให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นว่า โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี เปรียบดังเรื่องนี้ ดูกรท่านกัสสปะ เมื่อราชบุรุษของข้าพเจ้าจับโจรผู้ประพฤติชั่วหยาบมามอบต่อข้าพเจ้าเพื่อตัดสินลงโทษ ข้าพเจ้าจึงให้เอาตาชั่ง ชั่งบุรุษนี้ผู้ยังมีชีวิตอยู่ แล้วเอาเชือกรัดให้ขาดใจตาย แล้วเอาตาชั่ง ชั่งอีกครั้งหนึ่ง เมื่อบุรุษนั้นยังมีชีวิตอยู่ย่อมเบากว่า อ่อนกว่า และควรแก่การงานกว่า แต่เมื่อเขาทำกาละแล้ว ย่อมหนักกว่า กระด้างกว่า และไม่ควรแก่การงานกว่า อย่างนี้แหละ เป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ ทำดีทำชั่วไม่มี
พระกุมารกัสสปะ : ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวาย เปรียบเหมือนบุรุษเอาตาชั่ง ชั่งก้อนเหล็กที่เผาไว้วันยังค่ำ จนลุกแดงแล้ว ต่อมาเอาตาชั่ง ชั่งเหล็กนั้น ซึ่งเย็นสนิทแล้ว เมื่อเทียบกันแล้วเมื่อไรที่ เหล็กก้อนนั้นจะเบากว่า อ่อนกว่า คือเมื่อติดไฟลุกแดงอยู่ หรือว่าเมื่อเย็นสนิทแล้ว
พระยาปายาสิ : ดูกรท่านกัสสปะ เมื่อใดก้อนเหล็กนั้นติดไฟทั่วลุกแดงแล้ว เมื่อนั้นจึงจะเบากว่า อ่อนกว่า แต่เมื่อใดก้อนเหล็กนั้นเย็นสนิทแล้ว เมื่อนั้นจึงจะหนักกว่า กระด้างกว่า
พระกุมารกัสสปะ : ฉันนั้นแหละบพิตร เมื่อใดกายนี้ประกอบด้วยอายุ ไออุ่นและวิญญาณ เมื่อนั้นย่อมเบากว่า อ่อนกว่า ควรแก่การงานกว่า แต่ว่าเมื่อใดกายนี้ไม่ประกอบด้วยอายุ ไออุ่น และวิญญาณ เมื่อนั้นย่อมหนักกว่า กระด้างกว่า ไม่ควรแก่การงานกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องเป็นอย่างนี้ว่า โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรม ที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่
พระยาปายาสิ : ท่านกัสสปะกล่าวอย่างนั้นก็จริง แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องอื่นที่ทำให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นว่า โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี เปรียบดังเรื่องนี้ เมื่อราชบุรุษของข้าพเจ้าจับโจรผู้ประพฤติชั่วหยาบมามอบต่อข้าพเจ้าเพื่อตัดสินลงโทษ
ข้าพเจ้าจึงให้ประหารชีวิต แต่อย่าให้ผิวหนัง เนื้อเอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูกชอกช้ำ บางทีจะได้เห็นชีวะของบุรุษนั้นออกมาบ้าง เมื่อบุรุษนั้นเริ่มจะตาย ข้าพเจ้าสั่งบุรุษพวกนั้นว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงผลักบุรุษนี้ให้นอนหงาย บางทีจะได้เห็นชีวะของเขาออกมาบ้าง บุรุษพวกนั้นผลักบุรุษนั้นให้นอนหงาย พวกเรามิได้เห็นชีวะของเขาออกมาเลย ข้าพเจ้าจึงสั่งบุรุษพวกนั้นว่า ถ้าเช่นนั้นพวกท่านจงพลิกบุรุษนี้ให้นอนคว่ำลง จงพลิกให้นอนตะแคงข้างหนึ่ง จงพลิกให้นอนตะแคงอีกข้างหนึ่ง จงพยุงให้ยืนขึ้น จงจับเอาศีรษะลง จงทุบด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนดิน ด้วยท่อนไม้ ด้วยศาสตรา จงลากมาข้างนี้ จงลากไป ข้างโน้น จงลากไปๆ มาๆ บางทีจะได้เห็นชีวะของบุรุษนั้นออกมาบ้าง บุรุษพวกนั้นลากบุรุษนั้นมาข้างนี้ลากไปข้างโน้น ลากไปๆ มาๆ
พวกเรามิได้เห็น ชีวะของเขาออกมาเลย ตาของเขาก็ดวงนั้นแหละ แต่เขาเห็นรูปด้วยตาไม่ได้ หูก็อันนั้นแหละ แต่เขาก็ได้ยินเสียงด้วยหูไม่ได้ จมูกก็อันนั้นแหละ แต่เขาก็ได้กลิ่นด้วยจมูกไม่ได้ ลิ้นก็อันนั้นแหละ แต่เขาก็รู้รสด้วยลิ้นไม่ได้ กายก็อันนั้นแหละแต่เขาก็ได้รู้สัมผัสด้วยกายไม่ได้ อย่างนี้แหละเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี
พระกุมารกัสสปะ : ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้นอาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร คนเป่าสังข์คนหนึ่ง ถือเอาสังข์ไปยังบ้านป่าชายแดน ยืนอยู่กลางบ้าน เป่าสังข์ขึ้น 3 ครั้ง แล้ววางสังข์ไว้ที่แผ่นดิน นั่งอยู่
พวกชาวบ้านเมื่อได้ยินเสียงสังข์ก็เกิดความตื่นเต้นว่าเสียงอะไรหนอ ช่างเพราะถึงเพียงนี้ ช่างจับจิตถึงเพียงนี้ จึงถามคนเป่าสังข์นั้นว่าเป็นเสียงอะไร คนเป่าสังข์ ตอบว่า นั่นเป็นสังข์ พวกชาวบ้านจึงจับสังข์นั้นหงายขึ้นแล้วบอกว่า พูด ซิพ่อสังข์ พูดซิพ่อสังข์ สังข์นั้นหาได้ออกเสียงไม่ พวกเขาจับสังข์นั้นให้คว่ำลง จับให้ตะแคงข้างหนึ่ง จับให้ตะแคงอีกข้างหนึ่ง ชูให้สูง วางให้ต่ำ เคาะด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนดิน ด้วยท่อนไม้ ด้วยศาสตรา ลากมาข้างนี้ ลากไปข้างโน้น ลากไปๆ มาๆ แล้วบอกว่า พูดซิ พ่อสังข์ พูดซิ พ่อสังข์ สังข์นั้นหาได้ออกเสียงไม่ ลำดับนั้น คนเป่าสังข์คิดว่า พวกมนุษย์ชนบทเหล่านี้ ช่างโง่เหลือเกิน จักแสวงหา เสียงสังข์โดยไม่ถูกทางได้อย่างไรกัน เมื่อชาวบ้านพวกนั้นกำลังมองดูอยู่ เขาจึงหยิบสังข์ขึ้นมาเป่า 3 ครั้ง แล้วถือเอาสังข์นั้นไป ชาวบ้านพวกนั้นก็ได้พูดกันว่า ท่านทั้งหลายนัยว่าเมื่อใด สังข์นี้ประกอบด้วยคน ความพยายาม และลม เมื่อนั้นสังข์นี้จึงจะออกเสียง แต่ว่าเมื่อใดสังข์นี้มิได้ประกอบด้วยคน ความพยายาม และลม เมื่อนั้นสังข์นี้ไม่ออกเสียง
ฉันนั้นเหมือนกันบพิตร เมื่อใดกายนี้ประกอบด้วยอายุ ไออุ่น และวิญญาณ เมื่อนั้นกายนี้ เห็นรูปด้วยนัยน์ตาได้ ฟังเสียง ด้วยหูได้ ดมกลิ่นด้วยจมูกได้ ลิ้มรสด้วยลิ้นได้ ถูกต้องโผฏฐัพพะ ด้วยกายได้ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจได้ แต่ว่าเมื่อใดกายนี้ไม่ประกอบด้วยอายุ ไออุ่นและวิญญาณ เมื่อนั้น เห็นรูปด้วยนัยน์ตาไม่ได้ ฟังเสียงด้วยหูไม่ได้ ดมกลิ่นด้วยจมูกไม่ได้ ลิ้มรสด้วยลิ้นไม่ได้ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายไม่ได้ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจไม่ได้ ดูกรบพิตร เมื่อเป็นเช่นนี้แหละก็ต้องเป็นอย่างนี้ว่า โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่ สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ฯ n
ความยังมีต่ออาทิตย์หน้า...







