
สามเณร AF ดึงชาวพุทธทุกวัยสนใจพระพุทธศาสนา
‘‘สามเณร ปลูกปัญญาธรรม” กลับมาสร้างความประทับใจเป็นปีที่ 2
‘‘สามเณร ปลูกปัญญาธรรม” กลับมาสร้างความประทับใจเป็นปีที่ 2
ด้วยแนวคิด “จากสิ่งที่เป็น สู่สิ่งที่เปลี่ยน”
รายการธรรมะรูปแบบเรียลิตี้ ทางช่องทรูวิชั่นส์ ระหว่างวันที่ 29 มี.ค.28 เม.ย.นี้ ดื่มด่ำรสพระธรรม พร้อมอิ่มบุญ สุขใจไปกับ 9 สามเณรน้อย 1 เดือนเต็ม
พระราชญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เผยว่า ช่วงนั้นเป็นเดือนที่ชาวไทยมีความสุขที่ได้ติดตามดูสามเณร 9 รูป ผ่าน True chanel ที่ถ่ายทอดสดตามแบบ AF ที่โด่งดัง
สามเณร ปลูกปัญญาธรรม ได้แก่ ด.ช.ภรภพ โอภาธนยศ (น้องพี) อายุ 9 ขวบ ด.ช.ณัทนนท์ ฟุ้งลัดดา (น้องอ้าย) อายุ 9 ขวบ ด.ช.ศุภฤกษ์ กอธงชัย (น้องแบ็งก์ชาติ) อายุ 8 ขวบ ด.ช.ชุติพนธ์ วัฒนานิธิพงษ์ (น้องจิม) อายุ 8 ขวบ ด.ช.ณัฐธัญ วรนาวิน (น้องข้าวปั้น) อายุ 10 ขวบ ด.ช.ปัญญ์ เทอดสถีรศักดิ์ (น้องปัน) อายุ 11 ขวบ ด.ช.สรวิชญ์ แวงวงศ์ (น้องปลื้ม) อายุ 9 ขวบ ด.ช.สรวิชญ์ วิลเลี่ยม คอดุลโล (น้องวิลเลี่ยม) อายุ 7 ขวบ และ ด.ช.เบนจามิน โอเนล (น้องเบน) อายุ 10 ขวบ
พระราชญาณกวี (ปิยโสภณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นประธานกำกับงานและดำเนินการทั้งหมดในการถ่ายทอดธรรม วิทยายุทธ์ต่างๆ ในรายการสดด้วยความระมัดระวังยิ่ง เล่าว่า การมีรายการ Reality Show ชีวิตการเป็นสามเณรน้อย ผ่านทีวีเพื่อให้การเรียน หรือการเข้าถึงธรรมของพระพุทธศาสนามีสีสัน สอดรับกับความปรารถนาของผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกหลานมาบวชเรียนช่วงโรงเรียนปิดเทอม
อาตมภาพก็เห็นว่า ถ้ามาบวชเรียนระยะเวลา 15 วัน หรือเดือนหนึ่ง แล้วก็สึกไปเข้าโรงเรียนตามเดิม จะได้แค่วัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตธรรมดาๆ ก็เลยคิดกันว่าน่าจะมีวิธีการที่แปลกออกไปโดยใช้สื่อ ในขณะที่คุณศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นเจ้าของทรูวิชั่นส์ ท่านก็มีไอเดียเช่นเดียวกัน คือ อยากจะถ่ายทอดสด แต่ว่าของท่าน คือ Reality Show เจ้าตำรับ AF แต่ AF สร้างนักร้องมันเกลื่อนแล้ว จึงขอทำ AF เณรดีกว่า
เมื่อตกลง คุณศุภชัยยกทีมงานมาเลย ให้ทั้งเวลาให้ทั้งคนและให้งบประมาณ ฝ่ายวัดก็เป็นฝ่ายเรียน ฝ่ายสอนอบรม ฝ่ายดูแลสามเณร ฝ่ายจัดการหลักสูตรต่างๆ นี่คือที่มาของโครงการทรูปลูกปัญญา หรือว่าสามเณรปลูกปัญญาธรรม ปีที่ 2
เมื่อถามถึงผลหลังจากถ่ายทอดสดแบบ Reality Show ท่านว่าการตอบรับดีมาก
ผู้ชมจะเห็นชีวิตสามเณรน้อยอายุ 7-10 ขวบ ตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เวลาตื่นนอนไล่ไปจนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 3 ทุ่ม (21 นาฬิกา) เป็นเวลาสามเณรเข้านอน
ผลกระทบทางสื่อนอกจากประชาชนทั่วไปติดตามชมแล้ว สำนักเรียนหรือวัดที่บวชเณรเยอะๆ (ในภาคฤดูร้อน) ได้อาศัยสื่อของเราสอนเณรไปด้วย เช่น ท่านมีจอมอนิเตอร์ใหญ่ก็เอาฉายให้น้องเณรที่บวชร้อยสองร้อยรูปมาดูว่าวัดพระราม ๙ สอนอะไร เพื่อจะได้เรียนได้สอนตามไปด้วย
พ่อแม่ผู้ปกครองก็ได้รับประโยชน์ คนแก่คนเฒ่าก็ไม่เหงา ดังจะเห็นได้ว่ามีคนมาใส่บาตรที่วัดพระราม ๙ แน่นเอี้ยด บางคนมาไกลจากเบตง จ.ยะลา แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี อุทัยธานี พิษณุโลก มากันเยอะมาก
อาตมภาพก็เชื่อว่า เด็กๆ แปดเก้าคนที่เราพยายามเอาเข้ามาบวชเรียนอยู่ในโครงการจะเป็นสื่อที่ดี หลายรูปเจ็ดแปดขวบเองนะ ทั้งหมดมีความอดทนตื่นเช้า ออกบิณฑบาตไหว้พระสวดมนต์แล้วก็เรียนหนังสือฉันเพล
ตอนบ่ายให้นอนแล้วก็เรียนหนังสือ ตอนเย็นไหว้พระสวดมนต์แล้วก็เรียนหนังสือ ทำอย่างนี้ 1 เดือน
นอกจากนั้นได้ฝึกหัดเทศน์ให้ด้วย บางองค์เทศน์ปากเปล่าได้ (ต้องท่องเพราะอ่านหนังสือยังไม่คล่อง)
คัดเลือกอย่างไร
วิธีการคัดเลือกนั้น รับสมัครผ่านทางทรู มีเด็ก 300 คนสมัครเข้ามา แต่คัดเอา 9 คน ที่เหลือเราก็ไม่ทิ้ง จัดบวชให้ เพื่อเรียนและสอนเหมือนกัน เพียงแต่ว่าไม่ได้ออกทีวี
บรรยากาศทั่วๆ ไป ขณะที่สามเณรน้อยๆ ยังอยู่หน้าจอทีวีนั้น จะมีประชาชนมาใส่บาตร และฟังธรรม คำสอนที่วัดมากเป็นพิเศษ
บางคน SMS เข้ามาและให้ข้อคิดหลายอย่าง
บางคนรักเณรคนไหนก็รักมาก หรือเป็นแฟนคลับ ซึ่งแต่ละองค์มีแฟนคลับของตน
บางคนเอาช็อกโกแลตมาให้ เอานมมาให้ เอาของใช้มาให้ อยากฉันอะไร เพียงสามเณรพูดออกไปเท่านั้นจะนำมาถวาย
เมื่อถามว่าแฟนคลับเป็นคนระดับไหน ก่อนจะตอบท่านหัวเราะและบอกว่าส่วนมากเป็นโยมผู้หญิงอายุมาก 60-70 ปี หรือ 80 ปีก็มี เด็กๆ ก็มีบ้าง
ไฮไลต์ที่สุดในช่วง 30 วัน คืออะไร
ท่านบอกว่า เมื่อเณรธุดงค์ที่พุทธมณฑลนั้น ช่วงนั้นพีกมากเลย เพราะว่ามันออกนอกสถานที่ แล้วก็มีชีวิตเป็นการเจริญภาวนา ไหว้พระสวดมนต์ เป็นการนิ่ง
ความน่ารักของเด็กที่วิ่งเล่นตามประสา แต่ในห้องเรียนนี้เด็กไม่ค่อยชอบ แต่ว่ามันมีประโยชน์สำหรับคนฟัง คนฟังมีประโยชน์มากเลยคนแก่คนเฒ่าบางคน โอ๊ย...ยังไม่รู้จักพระพุทธศาสนาขนาดนี้สวดมนต์ยังไม่เคยได้เลย พอมาสวดกับเณรเนี่ยได้แล้ว อย่างนี้เป็นต้นนะ
ในการดำเนินการ 1 เดือนได้รับความร่วมมือจากครูบาอาจารย์จากวัดสระเกศ และวัดประยุรวงศาวาส ที่นิมนต์เป็นทีมมาช่วยกัน
ถามว่าทำไมแบกคัมภีร์เทศน์ ท่านบอกว่าเป็นแบกพระธรรม แบกธรรมะ เนื่องจากว่าธรรมะเป็นของสูง เณรขึ้นไปอยู่บนธรรมาสน์ได้เพราะอะไร เพราะเณรกำลังกล่าวธรรมะซึ่งเป็นของสูง
ปัจจุบันเณรสึกแล้ว แต่ก่อนสึก หลายรูปร้องห่มร้องไห้ไม่อยากสึก ไม่อยากจะเสียสถานภาพความเป็นสามเณร (หัวเราะ)
พระราชญาณกวีซึ่งเป็นผู้ดูแลโครงการทั้งหมด ต้องติดตามและมีบันทึกตลอดว่า อันนี้เป็นงี้ อันนี้เป็นอย่างนี้ ถามว่ามีอะไรที่หนักใจที่จะต้องแก้ไขไหม ท่านบอกว่าหนักใจที่เอาลูกเขามาเลี้ยง อาตมาก็ไม่เคยเลี้ยงเด็กกลัวจะเป็นไรไป แล้วก็เครียดพอสมควรแต่ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ก็ดีขึ้นๆ ส่วนการเรียนการสอนตอนแรกเด็ก 7-8 ขวบก็น่าจะยังรับอะไรไม่ค่อยจะได้ มันอาจจะสึกก่อน 1 เดือนก็ได้ อาจจะอยู่ได้ 4-5 วันก็ได้ แต่เราก็ผ่อนปรน ไม่เร่งคันเร่งมาก ก็เลยมาได้
ในเมื่อเป็นเณรถือศีล 10 ก็ต้องอดอาหารเย็น ทำอย่างไรให้เด็กทนได้ เราก็มีของเด็กที่ควรจะฉันได้ตอนเย็น เช่น น้ำปานะ น้ำหวาน ไอศกรีม น้ำแดง หรือช็อกโกแลต ก็ให้น้องเณรฉัน ก็อยู่ได้ไม่หิว ไม่เสียสุขภาพ แต่น้ำหนักเพิ่ม
ท่านว่าอยู่ที่พุทธมณฑล สามเณรเดินบิณฑบาตมีคนไปใส่บาตร ไปทำวัตรเย็นมากประมาณสี่ห้าร้อย (หัวเราะ) เป็นปรากฏการณ์ที่น่าจดจำ
ทุกวันอาหารล้นเลย เณรก็เทศน์ให้ฟังทุกวัน ผลัดเปลี่ยนกันไป ก็ลองดูว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน โครงการนี้ถ้าผู้ชมสนับสนุนก็อยู่ได้นาน ขออนุโมทนาบุญ







