
โพลชี้รัฐบาล"ปู"เสี่ยงทางการเมืองสูง
"เอแบคโพลล์'เผยผลสำรวจ43%รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังเผชิญกับความเสี่ยงทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้น
"เอแบคโพลล์'เผยผลสำรวจ43%รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังเผชิญกับความเสี่ยงทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้น
นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องประเมินดัชนีความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk) ประจำเดือนพฤษภาคม 2556 ของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี สมุทรปราการ สุโขทัย เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ ขอนแก่น สุรินทร์ สกลนคร เลย นครราชสีมา บุรีรัมย์ ภูเก็ต ตรัง และ สงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,168 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 10-25 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์การเมืองจากการวิจัยที่ผ่านมา พบสัญญาณเตือนภัยทางการเมืองของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่น่าพิจารณาในหลายตัวชี้วัดและถือว่าเป็นความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk) เช่น ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับองค์กรอิสระ ความขัดแย้งระหว่างมวลชนหนุนกับมวลชนต้านรัฐบาล ข่าวลือการทำรัฐประหาร ข่าวอื้อฉาวพฤติกรรมนักการเมืองทุจริตคอรัปชัน การก่อการร้าย ภัยพิบัติ ความไม่มั่นคงของประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ปัญหาสังคม ความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีและการสื่อสารทางการเมือง เป็นต้น
โดยผลสำรวจครั้งล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ประชาชนจำนวนมากมองว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังเผชิญความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 43.8 ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ประชาชนร้อยละ 51.9 ติดตามข่าวการเมืองผ่านสื่อมวลชนบ่อยมาก ถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 48.1 ระบุ ไม่บ่อยถึงไม่ได้ติดตามเลย
นายนพดล กล่าวว่า เมื่อประเมินดัชนีความเสี่ยงทางการเมืองประจำเดือนพฤษภาคม 2556 เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับองค์กรอิสระ มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองสูงที่สุดคือ 6.51 รองลงมา คือ ความขัดแย้งระหว่างมวลชน หนุนกับมวลชนต้านรัฐบาล มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมือง อยู่ที่ 5.84 อันดับสาม ได้แก่ การครอบงำแทรกแซงนโยบายสาธารณะของรัฐบาล โดยชนชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 5.72 อันดับสี่ ได้แก่ ข่าวลือการทำรัฐประหาร มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 5.35 อันดับที่ห้า ได้แก่ ข่าวอื้อฉาวพฤติกรรมนักการเมือง ทุจริตคอรัปชัน เอื้อผลประโยชน์พวกพ้อง มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 5.29
รองๆ ลงไปคือ ความไม่เป็นธรรมและการเลือกปฏิบัติทางการเมืองมีค่าความเสี่ยงอยู่ที่ 5.24 ภัยรุกรานทางเศรษฐกิจจากต่างประเทศ มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 5.18 ความไม่มั่นคงของประเทศโดยรวม มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 5.13 ปัญหาสังคมโดยรวม มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 5.11 การก่อการร้าย มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 4.67 ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 4.21 ภัยพิบัติ มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 4.20 การสื่อสารทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 4.18 ในขณะที่ความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และการปกครองแบบประชาธิปไตย มีค่าความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 3.29 และ 2.57 ตามลำดับ
ที่น่าพิจารณาคือ ประชาชนจำนวนมากหรือร้อยละ 43.8 ระบุ ความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาลภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 39.4 ระบุ เสี่ยงเท่าเดิม และร้อยละ 16.8 ระบุ เสี่ยงลดลง อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงการสนับสนุน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 52.8 ระบุยังคงสนับสนุน ถึงสนับสนุนมากที่สุด ในขณะที่ ร้อยละ 26.8 ระบุเฉยๆ และร้อยละ 20.4 ไม่ค่อยสนับสนุน ถึงไม่สนับสนุนเลย และเมื่อสอบถามถึงความอดทนของสาธารณชนต่อความน่าเบื่อต่อคุณภาพของนักการเมือง พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.5 ระบุ ยอมทนได้จนถึงวันเลือกตั้งใหม่
แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ เกินครึ่ง หรือร้อยละ 54.7 ระบุนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นไปเพื่อประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นนำ มากกว่าเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ ในขณะที่ร้อยละ 45.3 ระบุ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศมากกว่า
ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า โครงการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประจำเดือนพฤษภาคมนี้ ชี้ให้เห็นว่าการสื่อสารทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเมือง และคณะบุคคล ทำให้สาธารณชนเกิดความมั่นใจว่า รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและด้วยวิธีที่เป็นที่ยอมรับด้วยการเปิดโอกาสให้สาธารณชนกลายมาเป็น “หุ้นส่วนทางการเมือง” ในการควบคุมความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้น
นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลหลายตัวชี้วัด กำลังมีความเสี่ยงทางการเมืองที่สูงขึ้นกระทบต่อความเดือดร้อนของชาวบ้านจนถึงระดับที่ฝ่ายการเมืองต้องหันมาพิจารณาความเสี่ยงทางการเมืองอย่างจริงจังเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายวิกฤตการณ์ค่าเงินบาทและปัญหาปากท้องของประชาชนได้
“ที่น่าสนใจคือ จากผลวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เจาะลึกพบว่า ความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาลภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยสูงในระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือ ช่วงเกิดภัยพิบัติมหาอุทกภัย เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับมวลหมู่ประชาชนทุกชนชั้นอย่างทั่วถึง จนสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล แต่ความเสี่ยงทางการเมืองในขณะนั้นลดลงอย่างมากเมื่อรัฐบาลกับกองทัพได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของสาธารณชน จนผ่านวิกฤตการณ์นั้นไปได้ จนผู้ถูกศึกษาส่วนใหญ่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า สำหรับประเทศไทย ถ้ารัฐบาลกับกองทัพ และภาคประชาสังคมตกผลึกเป็นเนื้อเดียวกันบนหลักความกตัญญูรู้คุณทางการเมือง ผลที่ตามมาคือ ความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาลจะอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ในทุกสถานการณ์”นายนพดล กล่าว
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ค Yingluck Shinawatra







