
ประวัติศาสตร์อาจพลิกผัน
ก่อนที่จะประสบปัญหาถึงขั้นต้องปิดบริษัทในปี พ.ศ. 2526 คุณเทียม กาญจนจารี ในฐานะเจ้าของและผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท ไออีซี ตัดสินใจขายกิจการให้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย
ก่อนที่จะประสบปัญหาถึงขั้นต้องปิดบริษัทในปี พ.ศ. 2526 คุณเทียม กาญจนจารี ในฐานะเจ้าของและผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท ไออีซี ตัดสินใจขายกิจการให้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย
เมื่อบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย เข้าซื้อบริษัทจากคุณเทียมแล้ว ได้มอบหมายให้ผมและทีมงานประกอบด้วย คุณดนัยณัฐ พานิชภักดิ์ จากฝ่ายการตลาด บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย และ คุณรัตน์ พานิชพันธุ์ จากธนาคารไทยพาณิชย์ เข้าบริหารบริษัทโดยเร็ว
ในระยะนั้นผมสวมหมวกสองใบ เป็นทั้งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ค้าสากลซิเมนต์ไทย และกรรมการผู้จัดการบริษัท ไออีซี
โดยหลักแล้วผู้ที่เข้าซื้อกิจการหรือควบรวมกับบริษัทที่อ่อนแอ ต้องมีหนทางที่จะใช้ศักยภาพของกลุ่มบริษัทในเครือเพื่อค้ำจุนหรือสนับสนุนกิจการที่เข้าไปรับซื้อ เห็นว่าบริษัทในเครือซิเมนต์ไทยใช้สินค้าหลักๆ ของไออีซีอยู่หลายชนิด และสามารถเปิดโอกาสให้เป็นตลาดใหม่สำหรับไออีซีได้ในระยะเริ่มแรก เป็นโอกาสให้ไออีซีได้ปรับโครงสร้าง ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วสนธิพลังกับบริษัทอื่นในกลุ่มและหาสินค้าใหม่มาเพิ่มเติม
ภาระสำคัญอันดับแรก คือ การลดค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมกับรายได้ โดยการลดจำนวนพนักงานที่เกินลง
ขณะนั้นไออีซีมีพนักงานที่เกินอยู่ประมาณหนึ่งในสามของพนักงานทั้งหมด หรือประมาณสองร้อยคนเศษๆ
การให้พนักงานออกจากงาน หมายถึง เขาและครอบครัวจะเสียรายได้หลักจากการทำงาน ถึงแม้ว่าเขาเหล่านั้นจะได้รับเงินชดเชยที่พอควรในระหว่างที่หางานใหม่ทำก็ตาม เป็นภาวะที่ทารุณจิตใจทั้งผู้ตัดสินใจและตัวพนักงานที่ต้องตกงาน พนักงานหลายคนทำงานมากับบริษัทหลายๆ ปี และอายุอาจเกินเกณฑ์ที่จะหางานใหม่ได้
เป็นงานที่นำมาซึ่งความลำบากใจอย่างยิ่ง สิ่งที่ปลอบใจผมว่า ไม่ได้กระทำผิดมนุษยธรรม คือ คิดที่ว่าพนักงานบางส่วนตกงานดีกว่าทั้งพนักงานทั้งหมดต้องตกงาน ถ้าบริษัทต้องปิดตัวลง เพราะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่สำหรับผู้ที่ตกงานคงไม่คิดเช่นนั้น การเปลี่ยนแปลงที่มีความเจ็บปวดนั้นย่อมมีผู้ที่ต้องรับบทผู้ร้ายและถูกตำหนิ
เป็นครั้งแรกที่ผมต้องเผชิญกับความขมขื่นทางจิตใจอย่างลึกซึ้ง แต่ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะอาชีพ นักบริหารนั้น เรื่องคนเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด
ต่อมาอีกหลายปี เมื่อผมเข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารไทยธนาคาร ซึ่งตั้งขึ้นใหม่เพื่อรวบรวมบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์หลายๆ แห่ง ที่ประสบปัญหาการเงินในปี พ.ศ. 2540 เข้าด้วยกัน คราวนั้นต้องลดจำนวนพนักงานลงอีกครั้ง ผมก็ปลอบใจตนเองด้วยเหตุผลเดียวกันว่า หากยอมสูญเสียอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต เป็นสิ่งที่ต้องทำ
หลังจากเรื่องคนแล้ว ลำดับต่อไปคือการขายทรัพย์สินบางอย่างที่เกินความจำเป็น และนำรายได้ไปปลดหนี้สิน ลดภาระทางการเงินของบริษัทลง
ชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องจักรกลหนักที่ค้างสต๊อก ที่ดินโรงงานและโรงซ่อมบางแห่งที่อยู่ต่างจังหวัด ถูกจัดขายไปในราคาและเวลาที่เหมาะสม พนักงานที่เหลือย้ายมารวมกันที่สำนังานใหญ่ที่ถนนสุขุมวิท
ภายในระยะเวลาอันสั้น เราสามารถปรับโครงสร้างหนี้และสถานภาพของบริษัทซึ่งเล็กลง ให้อยู่ในสภาพที่เลี้ยงตัวได้ และเริ่มมีเวลาที่จะสร้างรายได้ โดยติดต่อหาธุรกิจใหม่ๆ มาเสริม
นอกจากสินค้าหลักคือ เครื่องจักรกลหนักแล้ว บริษัทมีพื้นฐานและความรู้เรื่องอุปกรณ์โทรศัพท์และอุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่บ้าง คณะของเราตกลงเร่งรัดพัฒนาธุรกิจทางโทรศัพท์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นฐานรายได้ใหม่ให้กับบริษัท
ในขณะนั้นระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ของเรายังล้าหลัง คู่สายโทรศัพท์มีไม่พอกับความต้องการของประชาชน ใครที่ต้องการโทรศัพท์ต้องรอคิวเป็นเวลานานเป็นหลายเดือนหรืออาจเป็นปี
ราชการ ธุรกิจสำคัญๆ และองค์กรหลักๆ จะได้โอกาสก่อน ประชาชนตามบ้านต้องรอจนกว่าจะมีการขยายคู่สายเพิ่มเติม ตอนที่ผมเริ่มทำงานที่บริษัท เอสโซ่ บริษัทต้องทำเรื่องขอเบอร์โทรศัพท์พิเศษให้ที่บ้าน เพราะหน้าที่การงานต้องใช้โทรศัพท์ตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน
ต่อมาโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือโทรศัพท์ที่พัฒนามาจนเป็นมือถือขนาดเล็กในปัจจุบัน เริ่มเข้ามามีบทบาทในวงการโทรคมนาคมของประเทศ ไออีซีได้เป็นตัวแทนบริษัท โมบิรา (Mobira) ซึ่งเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่จากประเทศฟินแลนด์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคนั้นใหญ่ขนาดวิทยุสนาม ที่ใช้ในวงการทหารและตำรวจ ใช้ติดรถยนต์และสามารถโทรติดต่อกับโทรศัพท์ธรรมดาได้ในระหว่างที่รถวิ่ง เวลารถติดตามถนนใช้โทรศัพท์คุยกับเพื่อนๆ ที่ทำงานได้ ดูโก้เก๋ดี ผมมีโอกาสได้ลองใช้เครื่องหนึ่งในฐานะตัวแทนผู้ผลิต พอใช้ได้แต่ไม่สะดวกเท่าไร เพราะถ้ารถวิ่งเร็วมากๆ สัญญาณจะขาดๆ หายๆ พูดได้บ้างไม่ได้บ้าง
มันเป็นของเล่นใหม่ของเศรษฐี เพราะในปี 2530 นั้นราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่ชุดหนึ่ง ตกประมาณแสนบาทเศษๆ
ไออีซีถือว่าเป็นบริษัทแรกๆ ที่มองเห็นศักยภาพของการสื่อสารยุคใหม่ และเป็นจุดเปลี่ยนของการสื่อสารในอนาคต เพราะปัจจุบันโทรศัพท์มือถือกลายเป็นอุปกรณ์ประจำตัวของเกือบทุกคน ไปไหนมาไหนติดต่อกันได้ตลอดเวลา
ยุคแรกจนได้เป็นผู้นำทางตลาดของโทรศัพท์มือถือในยุคนั้น แต่ถูกแซงนำหน้าโดยโทรศัพท์ระบบอัจฉริยะไอโฟนที่พัฒนาโดยบริษัท แอปเปิ้ล ในภายหลัง ขณะที่ไออีซีเป็นตัวแทนบริษัท โนเกีย ในประเทศไทยอยู่นาน จนมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง
ธุรกิจทางโทรศัพท์ของไออีซีเปิดช่องทางให้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ได้รับการทาบทามและชักชวนให้เข้าร่วมทุนในโครงการสร้างเครือข่ายโทรคมนาคมยุคใหม่ที่เป็นดิจิตอลแทนระบบอะนาล็อกเดิม รัฐบาลเปิดให้สัมปทานทั้งระบบที่เป็นโทรศัพท์บ้านและระบบใหม่ที่ใช้กระแสคลื่นแทนการใช้สายโทรศัพท์ธรรมดา ระบบใหม่นี้คือจุดเริ่มต้นของโทรศัพท์มือถือที่แพร่หลายอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ในอนาคตระบบสายธรรมดา (ถ้ายังมีเหลืออยู่) คงใช้สำหรับการส่งและรับข้อมูลเท่านั้น
ไออีซีมีความสัมพันธ์กับบริษัท ITT หรือ International Telephone and Telegraph Company แห่งสหรัฐอเมริกา มีเครือข่ายอยู่ในยุโรปโดยเฉพาะที่เยอรมนี และบริษัท เคเบอร์ แอนด์ ไวเลซ (Cable and Wireless) ที่มีเครือข่ายอยู่ที่ฮ่องกง แต่มีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศอังกฤษ ผมได้ไปเยี่ยมเยือนและปรึกษาหารือกับทั้งสองบริษัทที่อังกฤษและเยอรมนี เพื่อประเมินขีดความสามารถในการเข้าแข่งขัน
หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประมูลสัมปทานโทรศัพท์ที่เปิดขึ้น ทั้งๆ ที่มองเห็นอนาคตว่าโทรคมนาคมและการสื่อสารจะเป็นธุรกิจใหญ่และเติบโตอย่างรวดเร็ว สาเหตุสำคัญเพราะบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ไม่ชำนาญในการทำงานกับหน่วยงานของรัฐ การแข่งขันในการประมูลสัมปทานมักไม่โปร่งใส เมื่อได้สัมปทานแล้วธุรกิจตกอยู่ในการควบคุมของหน่วยงานรัฐและอาจไม่คล่องตัวในการปฏิบัติภารกิจ ถ้าไม่สนองตอบนโยบายของผู้มีอำนาจในขณะนั้น
การผูกขาดไม่ว่าโดยรัฐหรือเอกชน หรือการให้สิทธิทำประโยชน์โดยจำกัดการแข่งขัน ทำให้เกิดต้นทุนแอบแฝงที่ผู้บริโภคและผู้ใช้บริการเป็นผู้รับภาระในที่สุด เป็นสิ่งที่ถ้าหลีกเลี่ยงได้ ควรหลีกเลี่ยงเสีย
ประวัติการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของประเทศไทยล่าช้า อื้อฉาวและล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร ค้นคว้าได้จากเอกสารสาธารณะทั่วๆ ไป
ผมนั่งคิดเล่นๆ ว่า ถ้าตอนนั้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย เข้าร่วมประมูลสัมปทานโทรศัพท์ และได้เป็นผู้รับสัมปทาน เพราะน่าจะมีความเป็นไปได้สูง วงการโทรศัพท์อาจไม่มีบริษัท เอไอเอส และอาจไม่มีมหาเศรษฐีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และประเทศไทยก็อาจไม่มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนชื่อเดียวกันนี้
น่าคิดว่าประวัติศาสตร์ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร?







