
การทำให้บ้านเมืองเป็นปกติสุข
....วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
การทำให้บ้านเมืองเป็นปกติสุข มีความหมายไม่เฉพาะแค่รัฐบาลและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยทุกคน การทำให้บ้านเมืองเป็นปกติสุข หากเริ่มขึ้นที่ตัวเราควรจะให้ความสำคัญกับข้อมูลข่าวสารของฝ่ายรัฐบาลและ นปช.อย่างใกล้ชิด ให้เห็นข้อเท็จจริงว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. มีการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการที่กลุ่มบุคคลไม่ทราบฝ่ายที่ทำให้มีการเสียชีวิตของทหารและประชาชน
อย่างไรก็ตามกองกำลังไม่ทราบฝ่ายดังกล่าว กลุ่มคนเสื้อแดงคงไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบโดยอ้างว่าเป็น
“แดงเทียม” ได้ทั้งหมด เพราะต้องถามว่าทำไมก่อนเกิดเหตุกลุ่มคนเหล่านี้จึงเข้าไปอยู่กับกลุ่มคนเสื้อแดงได้ สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้มีการตรวจตราอย่างเคร่งครัด หรือไม่เช่นนั้นก็ควรมีการสะท้อนว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมีกลุ่มคนที่ไม่หวังดีเข้ามาปะปนเท่าไหร่อย่างไรแต่ภาพที่ออกมาก่อนหน้านี้กลับกลายเป็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดงมุ่งแต่จะจับตัวทหารหรือเจ้าหน้าที่ทางการข่าวที่รัฐบาลส่งไปหาข่าวเท่านั้น ทั้งที่ภารกิจดังกล่าวก็เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำเพื่อให้การยึดคืนพื้นที่เสียเลือดน้อยที่สุด จุดนี้ถือว่าการข่าวทั้งฝ่ายรัฐบาลและคนเสื้อแดงถือว่าสอบตก โดยไม่มีการให้ข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏ ทำให้กลุ่มบุคคลที่สามใช้เป็นเครื่องมือ ทำให้เกิดผลลบต่อการชุมนุมซึ่งมีแนวโน้มจะทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีกเมื่อไหร่ก็ได้
ประการต่อมา การทำให้บ้านเมืองมีความเป็นปกติสุขนั้น หลังจากที่มีการปะทะกันและเกิดความรุนแรงขึ้นแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตั้งสติว่ายุทธศาสตร์ในการที่จะทำให้สู่เป้าหมายอย่างแท้จริงนั้นได้ดำเนินการตามหลักอย่างครบถ้วนหรือไม่ โดยทั้งสองฝ่ายควรประนีประนอมโดยให้ความสำคัญกับการเจรจาว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องใช้ความอดทนในการเจรจา
การเจรจา 2 ครั้งที่ผ่านมายังไม่เพียงพอ การเจรจาที่จะนำไปสู่คุณภาพอาจจะต้องมากกว่า 2 ครั้ง และควรต้องมีการกำหนดประเด็นเจรจาให้แคบ คือ
“การทำให้บ้านเมืองเป็นปกติสุข” นั่นเอง ไม่ควรมีการแตกประเด็นในลักษณะของการโต้วาทีหรือการเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะจะทำให้การเจรจาไม่บรรลุผลหากแต่วันนี้ในเมื่อรัฐบาลมียุทธศาสตร์สำคัญที่จะนำไปสู่การยุบสภา (การยุบสภาเป็นจุดร่วมของทั้งสองฝ่าย เพียงแต่เงื่อนไขเวลาเท่านั้นที่แตกต่างกันอยู่) รัฐบาลจำเป็นต้องอธิบายโรดแมปให้สาธารณชนทราบอย่างจริงจัง ว่ามีเหตุผลอย่างไรที่จะนำไปสู่การยุบสภาใน 9 เดือน ตรงนี้หากมีการเจรจาเกิดขึ้นจริงอีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายควรมาพิจารณาโรดแมปที่จะนำไปสู่การยุบสภาร่วมกันเพื่อที่จะได้เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมือง
ทั้งนี้ถึงแม้ว่าจะมีกลุ่มนักวิชาการเสนอให้รัฐบาลยุบสภาภายใน 3 เดือน หรือไม่ยุบสภาเลยก็ดี ล้วนแล้วแต่ยังมีแนวทางไม่ชัดเจนว่ายุบสภาแล้วจะทำอะไรต่อ ผลของการยุบสภาคงหนีไม่พ้นการเลือกตั้ง ดังนั้น ข้อตกลงแรกๆ ควรเป็นเรื่องการทำให้ประเทศกลับมามีบรรยากาศในการเลือกตั้งอย่างชัดเจน เพราะการพูดแค่ว่าจะไม่ระรานและให้หาเสียงได้ทุกพื้นที่ คงไม่เพียงพอเพราะไม่มีหลักประกันว่าจะปฏิบัติได้จริงหรือไม่
ดังนั้นเราจำเป็นต้องให้คุณค่าเรื่องการเจรจาที่เอาจริงเอาจังมากขึ้น
อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้แสดงแนวทาง 9 เดือนก่อนยุบสภาจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น โดยต้องมีการทำประชามติก่อน ซึ่งถือว่าเป็นคืนอำนาจให้ประชาชนว่าสมควรหรือไม่ ที่มีการแก้รัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็นหรือไม่ ซึ่งแล้วแต่ว่าประชาชนจะเห็นอย่างไรและนำไปสู่สภาว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญเพิ่มเติมมาตราใดบ้าง โดยทำควบคู่ไปกับกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อให้นำไปสู่กติกาที่น่าพอใจของทุกฝ่าย
นอกจากนี้ต้องทำให้เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ใช่การเอาตัวรอดเพียงหวังแค่เพื่อให้เหตุการณ์สงบ เพราะหากการแก้ไขไม่พิถีพิถันเพียงพออาจจะนำไปสู่เหตุการณ์แบบนี้ได้อีกในอนาคต เพราะฝ่ายที่เสียเปรียบก็จะไม่พึงพอใจและนำมวลชนไปยึดตามที่ต่างๆ อีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์แบบใหม่ที่ไม่ใช่ทหารเข้ามาปฏิวัติ แต่เป็นวงจรอุบาทว์การชุมนุมกดดันหรือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองจะเข้ามาล้มล้างรัฐบาล ดังนั้น ตอนนี้ควรให้ทุกฝ่ายลองไปดูว่าสังคมไทยในระบบการเมืองไทยมีจุดเด่นด้อยที่จะแก้และให้เป็นจุดร่วมที่จะประคับประคองบ้านเมืองไปได้ และหันหน้าเข้าเจรจากัน
ทั้งนี้ในการเจรจานั้นหลายฝ่ายเรียกร้องให้นำกลุ่มที่ 3 และกลุ่มอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย แต่ผู้เขียนเห็นว่าหากเป็นแบบนั้นจะทำให้การเจรจามีการเปิดประเด็นกว้างขวางขึ้นไปอีก ดังนั้นน่าจะให้มีการเจรจาเฉพาะคู่กรณีเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะเป็นดอกไม้ที่หลากสี อย่างไรก็ตามหากเรามีกระบวนการประชามติ ทุกอย่างจะได้คำตอบที่ประชามติที่เป็นเสียงของประชาชนตัดสินใจว่าจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ
เพราะฉะนั้นนี่คือแนวทางที่รัฐบาลน่าจะชวนเชิญให้กลุ่มคนเสื้อแดงกลับมาเจรจาใหม่อีกครั้ง โดยอาจจะต้องง้อมากๆ
ขณะเดียวกันกลุ่มคนเสื้อแดงก็ไม่ควรปิดประตูการเจรจาเสียทีเดียว ไม่เช่นนั้นอาจจะไปนั่งเสียใจว่า
“ทำไมไม่เจรจากัน”






