
เมื่อเราไม่เข้ากัน
กรณีสังหารโหดหน้าค่ายทหารทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยกลุ่มชายผิวสีที่ขับรถชนและรุมฆ่าทหารหนุ่มผิวขาววัย 20 ปีอย่างโหดเหี้ยมกลางวันแสกๆ น่าจะเป็นเสียงเตือนครั้งสำคัญที่รัฐบาลอังกฤษต้องเร่งแก้ปัญหาอย่างด่วนจี๋แล้วล่ะครับ
กรณีสังหารโหดหน้าค่ายทหารทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยกลุ่มชายผิวสีที่ขับรถชนและรุมฆ่าทหารหนุ่มผิวขาววัย 20 ปีอย่างโหดเหี้ยมกลางวันแสกๆ น่าจะเป็นเสียงเตือนครั้งสำคัญที่รัฐบาลอังกฤษต้องเร่งแก้ปัญหาอย่างด่วนจี๋แล้วล่ะครับ
ครั้งนี้ถือไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ย้อนกลับไปเมื่อปี 2011 เกิดเหตุจลาจลเผาบ้านเผาเมืองลุกลามไปทั่วอังกฤษ เพราะความต่างของสีผิวและเชื้อชาตินี่แหละครับ
เหตุการณ์ในอังกฤษถือเป็นตัวอย่างสำคัญของบรรดาประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายที่เป็นสังคมพหุเชื้อชาติ มีผู้อพยพเข้าไปอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากที่เกิดการเลือกปฏิบัติ ต่อต้าน เหยียดสีผิวกันอย่างรุนแรง
ที่ผ่านมามีคลิปวิดีโอสะท้อนเรื่องราวการเหยียดสีผิว การไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ของกลุ่มคนต่างเชื้อชาติมากมายที่แพร่หลายอยู่ตามเว็บไซต์อินเทอร์เน็ต
คนผิวขาวยืนด่าทอคนผิวดำบนรถไฟใต้ดิน บนรถเมล์บ้าง คนผิวดำลุกขึ้นมาด่ากลับบ้าง เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจริง และบ่อยครั้งความร้าวฉานระหว่างเชื้อชาติและผิวสีได้บ่มเพาะในสังคมอังกฤษมาถึงขั้นสาหัสแล้ว
ยิ่งเกิดกรณีสงครามก่อการร้ายเมื่อราว 10 ปี ยิ่งทำให้ปัญหานี้ยิ่งหนักมากขึ้น กลุ่มคนมุสลิมในประเทศเหล่านี้ตกเป็นเป้าโจมตีมากขึ้นหนักกว่าเดิม ไม่เพียงเฉพาะในอังกฤษ แต่รวมถึงทั้งในสหรัฐและในยุโรปที่คนมุสลิมตกเป็นเป้าโจมตีอยู่เสมอ
อย่างในกรณีการสังหารทหารอังกฤษในครั้งนี้ มือสังหารตะโกนบอกชัดเจนว่าต้องลุกขึ้นมาสู้ เพราะชาวมุสลิมถูกกระทำมามาก และระเบิดเป็นความรุนแรงดังที่เห็น
น่าแปลกใจที่รัฐบาลอังกฤษพยายามบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหตุก่อการร้าย ทั้งๆ ที่เห็นได้ชัดว่าเป็นความ “แตกแยก” ที่เกิดขึ้นในสังคมของอังกฤษเองเสียมากกว่า เป็นผลจากการดูถูกเหยียดหยามที่คนกลุ่มหนึ่งกำลังถูกกระทำจากคนอีกกลุ่มหนึ่ง
ถือว่าเป็นการบ้านหนักอึ้งของรัฐบาลอังกฤษครับกับการแก้ไขปัญหานี้ หากยังคงใช้นโยบายแข็งกร้าวเหมือนที่เป็นมาก็จะยิ่งทำให้การสั่งสมของความรู้สึกเกลียดชัง ความแค้น ในหมู่ผู้อพยพมุสลิมผิวสีในอังกฤษเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และเหตุการณ์ก็จะไม่จบลงง่ายๆ เหมือนกับที่สหรัฐใช้กำลังถล่มอิรักเมื่อปี 2003 นั่นแหละครับ
สงครามครั้งนั้นแม้ว่าสหรัฐจะสังหารอดีตประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน ได้ แต่สหรัฐก็ไม่เคยที่จะได้รับคำว่าชัยชนะอย่างแท้จริง ประชาธิปไตยไม่สามารถเบ่งบานได้จริงในอิรัก ขณะที่สหรัฐเองต้องสูญเสียทั้งเลือดเนื้อและเงินงบประมาณไปมหาศาล และกลายมาเป็นปัญหาเรื้อรังของสหรัฐเองในทุกวันนี้เหมือนกัน







