
ต้อน มาร์ค เข้ามุมอับ ประเทศช้ำ-ปชป.ทรุด
8...ทีมข่าวการเมือง
วินาทีนี้ต้องเรียกได้ว่า เคราะซ้ำกรรมซัดสำหรับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ผลพวงจาก
“วิกฤต 10 เมษา” ไม่เพียงแต่กระทบรัฐบาล ยังกระเทือนถึงเก้าอี้อภิสิทธิ์ล่าสุดมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แบบสายฟ้าแลบที่ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก็สั่นสะท้านไปทั้งพรรคในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล
“
อภิสิทธิ์รัฐบาล–พรรคประชาธิปัตย์” โดนชะตากรรมเดียวกันเป็นลูกระนาดสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ต้องบอกว่านี่ถือเป็นครั้งสองที่เผชิญคดียุบพรรค หลังจากเคยรอดพ้นมาได้เมื่อปี 2550
แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นศึกหนักกว่าครั้งที่แล้ว เพราะเป็นผลพวงมาจากกดดันของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่พุ่งชน กกต.แบบเต็มๆ และยังจะใช้มวลชนคนแดงบีบศาลรัฐธรรมนูญต่อไปเพื่อให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้
มีคำถามว่า ทำไม กกต.ถึงเร่งพิจารณาคดีนี้ ทั้งที่ในช่วงที่กลุ่มคนเสื้อแดงบุกไปเยี่ยมที่สำนักงาน กกต.เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประสานเป็นการภายในระหว่าง กกต. และ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 ว่าจะสรุปคดีนี้ในวันที่ 20 เม.ย.
แต่ กกต.กลับคลอดมติยุบพรรคเป็นของขวัญคนเสื้อแดงเร็วกว่ากำหนดถึง 8 วัน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงมติยุบพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ เป็นผลจากพลังกดดันของม็อบเสื้อแดง ทำให้ กกต.ต้องรีบ
“เขี่ยบอล” ไปให้อัยการสูงสุด (อสส.) และเพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดขั้นสุดท้ายแว่วว่าในการประชุม กกต.นัดพิเศษวันที่ 12 เม.ย. แท้ที่จริงแล้ว กกต.ยังไม่มีวาระพิจารณาคดียุบพรรค มีเพียงการประชุม กกต. นอกรอบถึงความคืบหน้า
แต่เมื่อประชุมในช่วงเช้า กกต.บางรายถามถึงความคืบหน้า ประธาน กกต.จึงแจ้งว่า คณะทำงานได้พิจารณาเสร็จแล้ว ก่อนจะถูก กกต.ส่วนใหญ่บีบให้ลงมติชี้ขาด จึงเป็นที่มาของมติยุบพรรคประชาธิปัตย์เมื่อเวลา 15.00 น.
ทว่า พรรคประชาธิปัตย์เองยังพอมีเวลาหายใจอยู่บ้าง เพราะขั้นตอนการพิจารณาคดียังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน
ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง อสส.มีเวลาพิจารณาเรื่องนี้ภายใน 30 วัน หาก อสส. สั่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถดำเนินการได้ทันที แต่หากมีคำสั่งไม่ฟ้องต้องมีการตั้งคณะทำงานร่วมกับ กกต. เพื่อพิจารณาภายใน 30 วัน และถ้ายังหาข้อยุติไม่ได้ กกต.สามารถฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเองได้
พิจารณาดูแล้วเอาแค่ขั้นตอนก่อนจะถึงมือศาลรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลามากที่สุดถึง 60 วัน ยังไม่นับขั้นตอนเมื่อเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่มีข้อจำกัดในเรื่องเวลาว่าจะต้องใช้เวลาออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนนานเท่าไหร เท่ากับว่าประชาธิปัตย์ยังพอมีทางดิ้นอยู่บ้าง
ถ้าที่สุดแล้ว ศาลยกคำร้องก็ดีไป แต่ถ้ามีคำสั่งให้ยุบพรรค ผลก็จะกระเทือนต่อพรรคประชาธิปัตย์อย่างรุนแรง เพราะจะทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดปี 2545 ต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี
บิ๊กประชาธิปัตย์วันนั้นจนถึงวันนี้ล้วนเป็นคีย์แมนสำคัญทั้งสิ้น
ไม่ว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม อลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ วิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาล สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
คดียุบพรรคจึงเป็นชะตากรรมที่สร้างความหนักใจให้กับแกนนำพรรค ไม่ใช่ห่วงเพราะสู้เรื่องข้อกฎหมายไม่ได้
แต่ห่วงเพราะการใช้กระแสกดดันศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นสองมาตรฐาน ถ้าไม่ได้ดั่งใจเสื้อแดง ก็จะขู่ป่วนเมือง ชุมนุมจับประเทศเป็นตัวประกันไม่สิ้นสุด!!
นั่นเป็นปัญหาระยะยาวที่จะใช้เวลารู้ผลอีก 89 เดือน ทว่าวิกฤตระยะสั้นที่รัดพรรคประชาธิปัตย์และอภิสิทธิ์อยู่ คือ ผลพวงจาก
“วิกฤตการณ์ 10 เมษา”อภิสิทธิ์และรัฐบาลจะดำรงอยู่ได้อย่างไรในแต่ละวัน ทั้งม็อบเสื้อเดงที่ไม่ยุติการชุมนุม จนเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจที่ต่างชาติสั่งนักท่องเที่ยวห้ามเดินทางมาไทย
ผลกระทบเหล่านี้เป็นบูเมอแรงตีกลับมาที่รัฐบาลแม้จะอยู่ได้แต่ก็บริหารลำบาก วิกฤตประเทศกับภาวะอนาธิปไตย ที่คนเสื้อแดงป่วนเมือง วันทั้งวันได้แต่เคลื่อนไปที่นั่นที่นี่ คุกคามเสรีภาพประชาชน ใครไม่เห็นด้วยก็ทุบตี
สภาพกฎหมู่เหนือกฎหมายเช่นนี้ ยิ่งนานวันหากไม่สามารถคลี่คลายก็จะเกิดคำถามรัฐบาลดังหนักขึ้นว่า
“ยุบสภาเหอะ” ปัญหาจะได้จบ เหมือนอย่างที่สภาอุตสาหกรรมเริ่มออกโรงเรียกร้องไปยังอภิสิทธิ์นานวันเข้าสถานะของรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ยิ่งอ่อนแอ ยวบยาบ ปัญหาที่หนักกว่านั้น คือกลไกรัฐจะเกิดอาการ เกียร์ว่าง เพราะเห็นหลุมดำการเปลี่ยนผ่านว่า ถ้ามีการเลือกตั้งเร็วกว่า พรรคเพื่อไทยก็อาจกลับมาเป็นรัฐบาล
ซึ่งพรรคเพื่อไทยในฐานะนอมินีทักษิณ หากได้อำนาจบริหารประเทศหลังเลือกตั้ง ก็เชื่อว่าจะเกิดการโยกย้ายล้างบางขนานใหญ่เหมือนยุคพลังประชาชน หรือสมัยรัฐบาลไทยรักไทยที่มีความเหี้ยมในตัว
ใครเป็นมือไม้ประชาธิปัตย์ หรือรับใช้บิ๊กพรรคร่วมรัฐบาล เช่น กลไกฝ่ายปกครองของเครือข่ายชิดชอบ จะเป็นเป้าหมายเด้งเข้ากรุลำดับแรก
สถานการณ์ขณะนี้จึงเป็นวิกฤตที่อภิสิทธิ์ไม่เคยเผชิญความเลวร้ายเช่นนี้มาก่อน จึงขึ้นอยู่กับอภิสิทธิ์ว่าจะตัดสินใจพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตไปได้อย่างไร บนทางเลือกที่ฝ่ายการเมืองไม่อยากเลือก หลังเสื้อแดงปิดประตูตาย
“ไม่เจรจา”






