
แนะเอเชียมือภัยคุกคามจาก"น้ำ"
สิ้นสุดไปแล้วสำหรับการประชุมผู้นำน้ำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งบรรดาผู้นำประเทศ นักวิเคราะห์ ตลอดจนผู้ที่เข้าร่วมการประชุมต่างเห็นพ้องว่า ประเด็นเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำนับเป็นเรื่องที่สำคัญที่ทุกประเทศจะต้องหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง
สิ้นสุดไปแล้วสำหรับการประชุมผู้นำน้ำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งบรรดาผู้นำประเทศ นักวิเคราะห์ ตลอดจนผู้ที่เข้าร่วมการประชุมต่างเห็นพ้องว่า ประเด็นเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำนับเป็นเรื่องที่สำคัญที่ทุกประเทศจะต้องหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง
ล่าสุด เว็บไซต์เดอะดิโพลแมท นิตยสารชื่อดังในญี่ปุ่น ออกโรงเตือนว่า “น้ำ” นับเป็นหนึ่งในภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคที่ร้ายแรงที่สุด
“ผู้นำ 9 ชาติ รวมถึงไทยได้ลงนามใน “ปฏิญาณเชียงใหม่” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการป้องกันหายนะภัยที่มีสาเหตุจากน้ำ ที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียทั้งทางด้านชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม ประกอบกับเป็นการให้ความสำคัญเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำ” รายงานระบุ
อย่างไรก็ตาม สื่อชื่อดังเตือนว่า ผลการประชุมครั้งนี้น่าผิดหวังไม่น้อย เนื่องจากปราศจากความร่วมมือด้านการแก้ปัญหาน้ำที่ชัดเจน ซึ่งเห็นได้จากการที่ที่ประชุมไม่มีการหารือถึงประเด็นเรื่องข้อพิพาททางน้ำในหลายประเทศเลย
ยกตัวอย่างเช่น ประเด็นโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรี บริเวณแม่น้ำโขงของบริษัทก่อสร้างชื่อดังสัญชาติไทย ซึ่งแม้ที่ผ่านมาจะถูกต่อต้านอย่างหนัก เนื่องจากเสี่ยงทำลายระบบนิเวศบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะทรัพยากรปลา ทว่า ปัจจุบันโครงการดังกล่าวก็ยังคงสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เช่นเดียวกับความขัดแย้งระหว่างอุซเบกิสถานและสองประเทศเพื่อนบ้านอย่างทาจิกิสถานและคีร์กีซสถาน เรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ ซึ่งฝ่ายอุซเบกิสถานหวั่นเกรงว่า จะกระทบแหล่งทรัพยากรในประเทศหากสองประเทศเพื่อนบ้านเดินหน้าโครงการดังกล่าว
นอกจากนี้ เดอะดิโพลแมทชี้ว่า อีกหนึ่งประเด็นที่บรรดาผู้นำควรให้ความสำคัญก็คือ เรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในช่วงที่จัดการประชุมนั้นก็มีกลุ่มผู้ประท้วงออกมาคัดค้านอย่างหนัก โดยชี้ว่าปัจจุบันการจัดการน้ำส่วนใหญ่มุ่งไปที่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแทนที่ภาครัฐจะสนับสนุนโครงการที่มีประโยชน์อื่นๆ ซึ่งท้ายที่สุดผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดไม่ใช่ประชาชน แต่คือบรรดานักการเมืองและนักธุรกิจรายใหญ่
ด้านเรย์ ลีโอส นักวิเคราะห์การเมืองจากมหาวิทยาลัยปันนาศาสตรา ในกรุงพนมเปญ แสดงความเห็นว่า การพัฒนาและจัดการทรัพยากรน้ำสำคัญมากต่อการพัฒนาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
“อาเซียนกำลังเผชิญการขยายตัวของชนชั้นกลางและการขยายตัวของเมืองต่างๆ ขณะที่ความต้องการสินค้าเกษตรก็พุ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยหนุนให้ความต้องการน้ำเพิ่มสูงขึ้น” ลีโอส กล่าว







