
ตำรวจกับการแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน
....นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์
การลดอุบัติเหตุและการตายบนท้องถนนกำลังเป็นวาระสำคัญของประเทศในเวลานี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าตำรวจเป็นหน่วยสำคัญในการรวบรวมจัดการและนำเสนอข้อมูลที่สำคัญที่สุดหน่วยหนึ่ง
ทั้งยังมีศักยภาพสูงที่จะยกระดับข้อมูลมหาศาลในมือ หากเพียงเห็นความสำคัญและให้ความสำคัญกับการจัดการฐานข้อมูลให้มากขึ้น
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ถูกนำมาใช้ศึกษาหรือเขียนรายงานเพียง 1 ใน 3 และในจำนวนนั้นถูกยกระดับมาสู่มาตรการแก้ปัญหาที่ใช้ในการปฏิบัติจริงเพียง 10% ซึ่งถือว่าน้อยมาก จึงกลายเป็นเรื่องท้าทายสำหรับสังคมว่า ทำอย่างไรจะเพิ่มการใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์ปัญหา และยกระดับการจัดการข้อมูลที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยสำคัญที่สุดอยู่ที่บทบาทของผู้บริหาร เมื่อใดที่ผู้บริหารเรียกดูข้อมูลหรือจัดเวทีนำเสนอข้อมูล เมื่อนั้นจะเป็นตัวเร่งสำคัญในการพัฒนา
“ข้อมูล” รวมไปถึง “คนทำงาน” ซึ่งจะค่อยๆ ยกระดับตนเองเป็น “นักข้อมูล” (Information Man) ได้ในที่สุดหลักการง่ายๆ สำหรับผู้บริหารในการเรียกดูข้อมูล ก็คือ การถามหา 5W จากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ได้แก่ Whatปัญหาคืออะไร (รถ ถนน คน หรือปัจจัยอื่นๆ) Whereเกิดที่ไหน (นำไปสู่การจัดทำแผนที่อุบัติเหตุ) When
–เกิดเมื่อไร (นำไปสู่การจัดทำนาฬิกาอุบัติเหตุ) Whoเกิดกับใคร Whyทำไมจึงเกิด ซึ่งสองส่วนหลังนี้จะนำไปสู่การหามาตรการป้องกันได้อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเพื่อการป้องกันอุบัติเหตนั้นมีนัย 2 ระดับ คือ 1.ข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อนำไปสู่การป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ 2.ข้อมูลการตาย เพื่อนำไปสู่การป้องกันไม่ให้เกิดการตายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ส่วนใหญ่แล้วผู้บริหารมักสนใจในข้อแรกมากกว่าข้อหลัง ซึ่งการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุนั้นปัจจัยหลักมุ่งไปที่
“คน” แต่เมื่อถามถึงข้อมูลการตาย ปัจจัยหลักจะเริ่มเปลี่ยนไปอยู่ที่ถนนและตัวรถจากสถิติอุบัติเหตุบนทางหลวง ปี 2550 พบว่าอุบัติเหตุ 43% เกี่ยวข้องกับการชนวัตถุข้างทาง และในจำนวนนั้นนำไปสู่การตายถึง 34% นั่นหมายความว่าสภาพถนนหนทางในบ้านเรายังสุ่มเสี่ยงพอสมควร หากใครคนหนึ่งพลาดก็มีสิทธิจะชนกับสิ่งกีดขวางหรือต้นไม้ข้างทางเสียชีวิตได้ง่ายๆ
ดังนั้น เรื่องของระบบความปลอดภัย (Safety System) จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมนุษย์สามารถผิดพลาดได้ตลอดเวลา
สวีเดนเป็นประเทศต้นแบบในเรื่องระบบความปลอดภัย โดยเป็นประเทศแรกในโลกที่กล้าประกาศ
“Vision Zero” ว่า อีก 5 ปีข้างหน้าจะไม่มีคนตายบนท้องถนน แม้จะยังมีการเกิดอุบัติเหตุอยู่ก็ตาม นั่นเพราะเขาเชื่อมั่นว่าระบบความปลอดภัยของท้องถนนและตัวรถในประเทศมีคุณภาพเพียงพอที่จะไม่ทำให้คนเสียชีวิตปัจจุบันนี้การตายบนท้องถนนต่อแสนประชากรของสวีเดนก็ต่ำมาก คือ น้อยกว่า 4 คนต่อแสนประชากร ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 17.77 คนต่อแสนประชากร
นอกจากนี้ระบบช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินจากอุบัติเหตุของสวีเดนก็มีประสิทธิภาพและมีการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ ขาดก็แต่
“คนไข้” เท่านั้นอย่างไรก็ดี หัวใจสำคัญที่ต้องเน้นหนักก็คือ การนำข้อมูล (Data) ที่มีอยู่มาแปลงเป็นข้อมูลข่าวสาร (Information) เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เช่น การคิดอัตราการเสียชีวิตเทียบกับจำนวนประชากรหรือข้อมูลจุดเสี่ยง ทำอย่างไรจะสามารถวิเคราะห์ แก้ไข และทบทวนบทเรียนได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการใช้ข้อมูลเชิงลึก ผู้บริหารต้องเริ่มให้มีการเก็บข้อมูลด้านการจัดการ (3M) ด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านกำลังคน (Man) งบประมาณ (Money) อุปกรณ์เครื่องมือ (Material) เพื่อสะท้อนทรัพยากรที่มี และสามารถกระจายทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ท้ายที่สุด เมื่อมีข้อมูล มีการสังเคราะห์ข้อมูลเป็นข่าวสาร ความรู้ แล้วก็ต้องนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง เช่น นำเสนอกับผู้เกี่ยวข้อง อาจมีการยกระดับการนำเสนอให้น่าสนใจ เช่น ใช้คลิปวิดีโอประกอบ ถอดบทเรียนของคนทำงานภาคปฏิบัติ เพื่อเปลี่ยนความรู้ของคนทำงานซึ่งเหมือนเป็นความรู้ล่อนจ้อนให้เป็นความรู้นุ่งผ้า โดยผ่านกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ถอดบทเรียนแล้วนำไปสู่การเผยแพร่ในวงกว้างได้
ท้ายที่สุด หากตำรวจมีฐานข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา และนำเสนอมาตรการเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบเสียแล้ว เรื่องงบประมาณและเครื่องมือต่างๆ ที่เคยขาดแคลนและถูกปฏิเสธมาโดยตลอดก็คงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะไม่ว่าฝ่ายบริหารระดับไหนก็คงไม่อาจปฏิเสธแนวทางของท่านได้อย่างแน่นอน







