
การขยายการค้ากับพม่าโดยใช้ช่อง AEC
ขอกลับมาคุยกันเรื่อง AEC (ASEAN Economic Community) อีกดีกว่า เพราะพอดีได้อ่านเอกสารชิ้นหนึ่งที่จัดทำโดยอดีตข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นถึงผู้ตรวจราชการ และทราบเรื่อง AEC เป็นอย่างดี เห็นว่าน่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน ก็เลยขออนุญาตเธอที่จะหยิบบางส่วนบางตอนในเอกสารที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์มาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ ก็ต้องขอขอบคุณท่านผู้ตรวจฯ อัญชนา วิทยาธรรมธัช ไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ขอกลับมาคุยกันเรื่อง AEC (ASEAN Economic Community) อีกดีกว่า เพราะพอดีได้อ่านเอกสารชิ้นหนึ่งที่จัดทำโดยอดีตข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นถึงผู้ตรวจราชการ และทราบเรื่อง AEC เป็นอย่างดี เห็นว่าน่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน ก็เลยขออนุญาตเธอที่จะหยิบบางส่วนบางตอนในเอกสารที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์มาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ ก็ต้องขอขอบคุณท่านผู้ตรวจฯ อัญชนา วิทยาธรรมธัช ไว้ ณ ที่นี้ด้วย
พม่านั้นอยู่ติดกับไทย แล้วก็เป็นสมาชิกอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2540 แถมยังมีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรทางเศรษฐกิจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติ ป่าไม้ ที่ดิน แรงงาน และแร่ธาตุต่างๆ และการที่พม่าปิดประเทศมานาน ทำให้ยังไม่มีการนำทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ มาใช้ เมื่อเริ่มเปิดประเทศจึงเหมือนสาวรุ่นที่สวยงาม มีแต่คนสนใจ จึงมีแต่ประเทศที่ต้องการเข้าไปลงทุน ประเทศไทยก็เหมือนหนุ่มข้างบ้านที่แอบหมายปองสาวมานาน มีการติดต่อข้ามรั้วกันสม่ำเสมอ มูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยพม่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2544–2553) โดยเฉลี่ยมีถึงแสนกว่าล้านบาทต่อปี หรือร้อยละ 80% ของการค้าทั้งหมด เนื่องจากไทยกับพม่ามีเขตชายแดนที่ติดต่อกันยาวมาก ช่องทางการขนส่งสินค้าตามแนวชายแดนจึงเริ่มตั้งแต่เหนือสุดของไทย คือ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แม่สอด จ.ตาก ลงมาภาคกลางและภาคใต้ คือ จ.กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และไปสิ้นสุดที่ระนอง รวมแล้วเป็นระยะทางถึง 2,387 กิโลเมตร ซึ่งการที่เขตชายแดนยาวขนาดนี้ แถมยังมีชนกลุ่มน้อยอยู่แถบชายแดนของพม่าถึง 3 รัฐ คือ ฉาน คะยา และกะเหรี่ยง จึงแน่นอนว่าการค้าชายแดนจะมีลักษณะทั้งบนดินและใต้ดิน
อย่างไรก็ตาม เส้นทางการค้าชายแดนที่ถือเป็นจุดผ่านแดนที่สำคัญมีถึง 4 แห่ง ได้แก่
1.เมียวดี–แม่สอด จ.ตาก
2.เกาะสอง–ด่านจังหวัดระนอง
3.ท่าขี้เหล็ก–แม่สาย จ.เชียงราย
4.มะริด–ด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์
สินค้าส่งออกที่สำคัญตามแนวชายแดนก็มีเช่น น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องดื่ม ทั้งมีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ ผ้าผืนและด้าย รถยนต์รวมถึงอุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็กและเหล็กกล้า น้ำมันปาล์ม และบะหมี่สำเร็จ เป็นต้น
ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าตามแนวชายแดนที่สำคัญก็มีเช่น ก๊าซธรรมชาติ สัตว์น้ำ ไม้ซุง และผลิตภัณท์ไม้ ผัก ปลาหมึกสด/แช่แข็ง โค กระบือ แพะ และสินแร่ โลหะอื่นๆ เป็นต้น
นอกจากการค้าชายแดนแล้ว การค้าปกติที่มีประมาณ 20% ไทยก็มีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากพม่า ไม้ซุง ไม้แปรรูป เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ สัตว์น้ำสดและแช่แข็ง เป็นต้น ส่วนการส่งออกของไทยไปพม่าตามวิธีทางการค้าปกตินั้น จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงวัสดุก่อสร้าง ผ้าผืน และเม็ดพลาสติก เป็นต้น
สำหรับอุปสรรคทางการค้านั้น แน่นอนว่า ถึงแม้พม่าจะเป็นสมาชิกอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2540 แต่ก็มีทั้งภาษีนำเข้าและมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากภาษีนำเข้าปกติด้วย ส่วนมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีนั้นก็มีอยู่ค่อนข้างมาก เช่น การใช้มาตรการที่เรียกว่า Export Earning Policy หมายความว่า ผู้ประกอบการจะนำเข้าได้ต้องใช้เงินที่ได้รับจากการส่งออกเท่านั้น หรือการเลือกปฏิบัติระหว่างนักธุรกิจไทยกับนักธุรกิจท้องถิ่นในการที่รัฐบาลจะออกใบอนุญาตนำเข้าให้ (Import Licensing) เช่น ถ้าเป็นนักธุรกิจไทยก็ต้องใช้เวลา 3–6 เดือน ในขณะที่ถ้าเป็นนักธุรกิจท้องถิ่นก็ใช้เวลาเพียง 2–3 วัน
นอกจากนี้ มาตรการกำหนดสัดส่วนการนำเข้าระหว่างสินค้าจำเป็นกับสินค้าฟุ่มเฟือยของพม่าก็ถือเป็นอุปสรรคการนำเข้าที่สำคัญ เนื่องจากรัฐบาลมีการกำหนดให้นำเข้าสินค้าจำเป็น 80% อีก 20% เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย โดยต้องนำเข้าสินค้าจำเป็นให้ครบก่อนจะนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยได้ โดยมีการแบ่งสินค้าจำเป็นและสินค้าฟุ่มเฟือย ดังนี้
สินค้าจำเป็น (Priority Items) ได้แก่ เครื่องจักรและอะไหล่ วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรม ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช เมล็ดพันธุ์สำหรับการเกษตร (Agricultural Inputs) อาหารปรุงแต่ง วัสดุก่อสร้าง ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ผลิตภัณฑ์ยาและอุปกรณ์ผลิตยา เครื่องจักรและวัสดุด้านการประมง วัสดุสำหรับเพาะเลี้ยงปศุสัตว์ เครื่องมือเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า เครื่องมือเพื่อการคมนาคม เครื่องเขียน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยกำหนดเงื่อนไขในการนำเข้า ดังนี้
สินค้าจำเป็นจะต้องนำเข้าภายใน 6 เดือน นับจากวันที่กำหนดในใบอนุญาตนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย
หากไม่มีการนำเข้าสินค้าจำเป็นภายหลังจากที่มีการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยแล้ว จะไม่มีการพิจารณาอนุญาตให้นำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยครั้งใหม่
หากไม่สามารถนำเข้าสินค้าจำเป็น หรือมีการกระทำการใดๆ เพื่อฉ้อโกง หรือหลอกลวงเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะมีการพิจารณาถึงขั้นยกเลิกใบจดทะเบียนผู้นำเข้าส่งออก
ต้องมีการนำเข้าสินค้าจำเป็นตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาตนำเข้า
คงต้องไปดูว่าอะไรเป็นสินค้าที่พม่าถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยในฉบับหน้า และการเป็น AEC จะทำให้มาตรการเหล่านี้ รวมถึงภาษีนำเข้าลดลงและหมดไปในที่สุดหรือไม่







