
อย่าแหกตา
คำประกาศปฏิญญาเชียงใหม่ปิดการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ดูน่าทึ่ง สวยหรู ที่นานาประเทศจะร่วมมือกันวางแผนป้องกันและแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน
คำประกาศปฏิญญาเชียงใหม่ปิดการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ดูน่าทึ่ง สวยหรู ที่นานาประเทศจะร่วมมือกันวางแผนป้องกันและแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน
แต่ภายใต้ความสวยหรูที่ประเทศเหล่านี้วาดหวัง รวมถึงประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ ดูจะเป็นมายาภาพที่เกินเลยความเป็นจริงไปไม่น้อย
จริงอยู่ที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะอุทกภัยและภัยแล้งที่มีความรุนแรงและมีความถี่มากขึ้น
จริงอยู่ที่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอาจจะเพิ่มความรุนแรงและความถี่ของสถานการณ์ ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและการสูญเสียชีวิตของประชาชน
แต่ถ้อยคำในปฏิญญาที่จะเน้นการพัฒนาและจัดการทรัพยากรน้ำ โดยใช้หลักการมีส่วนร่วมของผู้ใช้น้ำ นักวางแผนบริหารและผู้กำหนดนโยบายในทุกระดับ ดูจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เพราะเสียงของตัวแทนภาคประชาชนที่ไปตะโกนขอมีส่วนร่วมอยู่ในเมืองเชียงใหม่ ถูกปฏิเสธเสมือนไม่ใช่พลเมืองของประเทศนี้
บทเรียนเมื่อครั้งมหาอุทกภัยปี 2554 ประจักษ์แล้วว่า การจัดการภัยธรรมชาติโดยรัฐบาลชุดนี้ล้มเหลว และได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อประเทศหลายแสนล้าน
การเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ที่กำลังคัดเลือกบริษัทก็ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน เมินทั้งข้อท้วงติง ขาดทั้งการมีส่วนร่วมจากผู้ได้รับผลกระทบ เช่นนี้จะเป็นแนวทางการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
นอกจากนี้ เวทีประชุมในครั้งนี้ไม่มีสาระสำคัญกล่าวถึงผลกระทบจากการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติของ 6 ประเทศ คือ จีน เมียนมาร์ ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่การพัฒนาหลายๆ โครงการกำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตประชาชนอย่างมหาศาล
การประชุมครั้งนี้จึงไม่สะท้อนถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนและละเลยแนวทางการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์โดยสิ้นเชิง
หากจะลบคำครหาและสร้างความเชื่อมั่นรัฐบาลต้องตอบคำถามชัดๆ และนำข้อท้วงติงทั้งหลายไปดำเนินการ
จากนั้นแถลงประกาศปฏิญญากับประชาชน







