posttoday
โยนคมหอกเศรษฐกิจทรุดขย่มธปท.ลดดอกเบี้ย

โยนคมหอกเศรษฐกิจทรุดขย่มธปท.ลดดอกเบี้ย

21 พฤษภาคม 2556

แม้ว่าค่าเงินบาทอยู่ในระดับ 29-30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งทั้งผู้ส่งออกและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

แม้ว่าค่าเงินบาทอยู่ในระดับ 29-30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งทั้งผู้ส่งออกและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่างออกมาขานรับว่าเป็นระดับที่เหมาะสม ไม่แข็งเกินไปเหมือนช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ค่าเงินบาทวิ่งทะลุไปถึง 28.55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จนทำให้การส่งออกปั่นป่วนค่อนข้างมาก แต่ไม่ได้ทำให้แรงกดดันต่อ ธปท. ให้ลดดอกเบี้ยลงมาเพื่อแก้ปัญหายุติลงไปด้วย

เมื่อการแถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2556 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กลับกลายเป็นการโหมโรงขย่มให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยรอบใหม่ปะทุขึ้นอีกครั้ง

รอบนี้เป็นการขับเคลื่อนของ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. ที่ระบุว่า การขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาสแรกต่ำกว่าเป้า ทำได้เพียง 5.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกช่วงเดียวกันที่การขยายตัวติดลบเพราะปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ทำให้การขยายตัวของไตรมาสแรกควรทำได้ดีกว่านี้

นอกจากนี้ ภาพรวมของเศรษฐกิจปี 2556 ยังทรุดต่ำกว่าเป้าอีกด้วย จากที่เคยคาดว่าจะขยายได้ 4.5-5.5% ต่อปี เหลือแค่ 4.2-5.2% ต่อปีเท่านั้น

เลขาธิการ สศช.จึงฟันธงลงไปว่าต้นเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจโตได้น้อย มาจากปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2555 เป็นต้นมา จนถึงไตรมาสแรกปีนี้ กระทบกับการส่งออกยังรุนแรง ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ เพราะสัดส่วนการส่งออกทางเศรษฐกิจมีสูงถึง 70%

สศช.ชี้โพรงลงไปที่ ธปท.ว่า จะต้องมีการดำเนินการลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และการลดดอกเบี้ยจะลด 0.25% เพื่อเป็นพิธีกรรมว่าได้ทำแล้วอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีการลดอย่างมี “นัยสำคัญ” ถึง 1% จากปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.75% ต่อปี

“การลดดอกเบี้ยควรทำให้มีอิมแพกต์ ถ้าลดน้อยไปก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร” อาคม เสนอแนะ

เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ปัจจัยเรื่องเสถียรภาพราคาและเสถียรภาพเงินเฟ้อน่าจะเป็นประเด็นรองที่จะนำมาใช้ในการพิจารณากำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะนี้ควรคำนึงถึงเรื่องผลกระทบจากสงครามค่าเงินที่มีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยมากกว่า

“อย่างน้อยเราต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ใช่หมูที่ใครจะเข้ามาเพื่อฉวยโอกาส แต่ถ้าเรานิ่งเฉยนานๆ นี่ก็หมูแน่นอน” อาคม เสนอแนะ

จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่ สศช.ต้องการให้ ธปท.ลดลง ไปตรงกับอัตราที่รัฐบาลต้องการอย่างพอดีพอเจาะ

คล้อยหลังจากนั้น กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ยังออกมารับลูกตัวเลขเศรษฐกิจของ สศช.ว่า รู้สึกหนักใจตัวเลขออกมาที่ไม่ดีอย่างที่ควรเป็น ซึ่งการดูแลเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยต้องช่วยกัน ซึ่งเรื่องอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. ก็ได้ยืนยันมาตลอดว่าต้องทำดำเนินการ

จะเห็นว่าจังหวะเวลาเหตุการณ์ของ สศช. แถลงตัวเลขเศรษฐกิจ และการออกมารับลูกของกิตติรัตน์ มีการสอดรับกันเป็นอย่างดี โดยมีเป้าพุ่งตรงไปที่ ธปท.ให้มีการลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ

ยิ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า อาคม นอกจากเป็นเลขาธิการ สศช.แล้ว ยังเป็นกรรมการ ธปท. ที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับกิตติรัตน์ ดร.โกร่งวีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการ ธปท. และสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีอีกด้วย

และว่าไปแล้ว การให้ความเห็นการลดดอกเบี้ยต้องมีความระมัดระวัง เพราะถือว่าอาจจะมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันได้ เพราะในแง่ของการสวมหมวกเลขาธิการ สศช. การลดดอกเบี้ยอาจจะกระตุ้นเศรษฐกิจจริง แต่ในแง่ของกรรมการ ธปท. การกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ถูกที่ถูกเวลา อาจจะเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพเศรษฐกิจให้อ่อนแอได้

ซึ่งหากดูปฏิทินในวันที่ 29 พ.ค. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของ ธปท. จะมีการประชุมนัดสำคัญว่าจะมีการลดดอกเบี้ย หรือคงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม หรือหากว่าลดจะลดเท่าไร จากที่ก่อนหน้ามีการประเมินกันว่า กนง.จะมีการลดดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อเป็นการลดตามหลายประเทศที่มีการลดดอกเบี้ยลงในระดับดังกล่าว และยังถือการลดดอกเบี้ยครั้งนี้เพื่อเป็นการลดแรงกดดันการเมืองภายในประเทศอีกด้วย

ดังนั้น รัฐบาลจึงมีการไล่บี้ ธปท.ให้ลดดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยมี สศช.เป็นหัวเรือใหญ่ลั่นกลองรบรอบใหม่

เพราะรัฐบาลรู้ดีว่า หากค่าเงินบาทอยู่ในระดับ 29-30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ไปจนถึงวันประชุม กนง. ปลายเดือนนี้ เป็นไปได้สูงว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม โดยให้เหตุผลว่าต้องดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีสัญญาณไม่ดีจากการเกิดฟองสบู่ในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการเป็นหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้น

หากเป็นเช่นนั้น รัฐบาลย่อมไม่แฮปปี้อย่างแน่นอน

เพราะนอกจาก ธปท.ยังไม่ลดดอกเบี้ยแล้ว ยังเหมือนโดนตีแสกหน้ากลับอีกว่า ตัวร้ายของเศรษฐกิจไทยตอนนี้ไม่ใช่ค่าเงินบาท แต่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่กระตุ้นเศรษฐกิจจนทำให้เกิดมีสัญญาณฟองสบู่ทั้งในภาคธุรกิจ และประชาชนฐานราก

โดยหากย้อนไปดูจดหมายที่ ธปท.ทำชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินมาตรการดูแลค่าเงินบาท เพื่อให้ประชาชนไม่เกิดความสับสน จะพบเนื้อหาบางท่อนได้ซ่อนนัยสำคัญถึงการดำเนินนโยบายของรัฐบาลกระทบกับผู้ประกอบการส่งออก คือ การขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาท ที่ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการสูงขึ้น ไม่ใช่มาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเท่านั้น

แต่ทว่าการแถลงตัวเลขเศรษฐกิจของ สศช. ไม่ได้พูดถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างของการขึ้นค่าแรง 300 บาท ที่มีต่อผู้ประกอบการส่งออก แต่พุ่งเป้าปัญหาใหญ่ไปที่ค่าเงินบาทแข็งเป็นสำคัญ เพื่อกดดันให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยให้ได้

การรุมกินโต๊ะ ธปท.ครั้งนี้ว่าไปแล้วก็ไม่ได้ต่างจากที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีของพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่เมื่อค่าเงินบาทแข็งก็ออกมาเรียกร้องให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ เทียบกับกรณีการขึ้นค่าแรง 300 บาท ที่มีผู้ประกอบการจำนวนมากเรียกร้องให้พยุงศักดิ์ไปเจรจากับรัฐบาลเพื่อเลื่อนการขึ้นค่าแรงออกไปก่อน แต่พยุงศักดิ์กลับไม่ได้ดำเนินการอะไร

หรือจะเป็นกรณีของกระทรวงพาณิชย์ที่ตั้งเป้าการส่งออกไว้ 8-9% แต่พอค่าเงินบาทแข็งก็ออกมาตีฆ้องร้องป่าวต่อเนื่องว่าจะต้องทบทวนตัวเลขการส่งออกลดลง เพราะผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ส่งออกไม่ได้ ที่ส่งออกก็ได้ราคาน้อยลง

พฤติกรรมที่เกิดขึ้นของหน่วยงานรัฐ และองค์กรที่อยู่ภายใต้รัฐบาล มีสัญญาณและแสดงออกไปที่เป้าหมายเดียวกันทั้งหมด คือ ให้ ธปท.ลดดอกเบี้ย ซึ่งค้านกับนักวิชาการอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ศ.พรายพลคุ้มทรัพย์ นักเศรษฐศาสตร์ อดีตกรรมการ กนง. ที่ออกมาบอกว่า ธปท.ทำถูกแล้วที่ไม่ลดดอกเบี้ย และไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องการลดดอกเบี้ย ทั้งที่รู้ว่าต้นตอปัญหาค่าเงินบาทแข็งอยู่ที่การลงทุนในตลาดตราสาร ก็ควรไปออกมาตรการคุมเฉพาะกิจ

เช่นเดียวกับนายแบงก์หลายคนก็ออกมาหนุน ธปท. ที่ไม่ลดดอกเบี้ยแก้ปัญหาค่าบาทแข็ง และควรออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้ามากกว่า

แต่ทว่ายังมีการตัดตอนเศรษฐกิจ ทำให้ดูแย่จากพิษค่าเงินบาทแข็ง จึงดูมีเงื่อนงำหวังผลหลายชิ่ง

แน่นอนว่า รัฐบาลต้องการลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ลดต้นทุนเงินที่รัฐบาลต้องกู้จำนวนมหาศาล ทั้งจากการขาดดุลงบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท

ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มองข้ามช็อตว่า หาก ธปท.ยังงัดข้อไม่ลดดอกเบี้ย ก็ถือไพ่ตายอ้างเศรษฐกิจทรุดลงก้นเหว เพราะ ธปท.ไม่ยอมลดดอกเบี้ย สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจ อาจกลายเป็นข้ออ้างปลดผู้ว่าการ ธปท.ออกจากตำแหน่ง เพื่อส่งคนของตัวเองเข้ามากุมบังเหียน ธปท.ได้สะดวกโยธิน

เพราะที่ผ่านมารัฐบาลก็เปิดเผยอย่างชัดแจ้ง อยากทั้งลดดอกเบี้ยและปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติ ทั้งสองอย่างนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

“มิชชั่น” ที่ตั้งเป้ากำลังเข้ารูปเข้ารอยเข้าจังหวะพอดี

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท