
สำหรับคนที่สนใจว่าเหตุใดเงินบาทจึงแข็งมาก
ยังคงมีการถกเถียงเรื่องการใช้นโยบายดอกเบี้ยแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า การที่มีข้อสงสัยว่าต่างชาตินำเงินมาลงทุนในตลาดพันธบัตรมากจริงหรือไม่
ยังคงมีการถกเถียงเรื่องการใช้นโยบายดอกเบี้ยแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า การที่มีข้อสงสัยว่าต่างชาตินำเงินมาลงทุนในตลาดพันธบัตรมากจริงหรือไม่
วิธีดูว่ามากหรือน้อย ให้ใช้วิธีเปรียบเทียบมูลค่าซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อในตลาดหุ้น กับมูลค่าที่ซื้อในตลาดพันธบัตร (ที่ต้องใช้ตัวเลขลักษณะนี้ เพราะสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นโดยนักลงทุนต่างชาตินั้น ไม่สามารถคำนวนตัวเลขยอดคงค้างของเงินลงทุนได้สะดวกเท่ากับกรณีตลาดพันธบัตร)
จากข้อมูลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะเห็นได้ว่า ในปี 2555 มูลค่าซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นเป็นจำนวนเงิน 7.63 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดพันธบัตรเป็นจำนวนเงิน 242,700 ล้านบาท ตลาดพันธบัตรสูงกว่าตลาดหุ้นกว่า 3 เท่าตัว
และในปี 2556 ตัวเลขสำหรับตลาดหุ้นได้เปลี่ยนเป็นขายสุทธิไปแล้ว ตั้งแต่ต้นปีจนถึงล่าสุดขายสุทธิ 1.6 หมื่นล้านบาท แต่สำหรับตลาดพันธบัตรยังเป็นซื้อสุทธิต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปีจนถึงล่าสุดซื้อสุทธิอีก 129,500 ล้านบาท
ข้อมูลจาก Thai BMA (สมาคมตราสารหนี้) ปรากฏว่า ล่าสุด ณ เดือน เม.ย. 2556 มีนักลงทุนต่างชาติที่ถือพันธบัตรไทยอยู่เป็นยอดเงิน 862,080 ล้านบาท ที่น่าสนใจก็คือ การถือพันธบัตรโดยนักลงทุนต่างชาติเมื่อต้นปี 2555 มียอดอยู่เพียง 453,793 ล้านบาท
ดังนั้น ตั้งแต่ต้นปี 2555 มาจนถึงเดือน เม.ย. 2556 เงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรมาก จนยอดเงินลงทุนโดยนักลงทุนต่างชาติได้เพิ่มขึ้นเกือบจะเท่าตัวทีเดียว ย้ำ “เกือบจะเท่าตัว” จะให้เงินบาทอยู่เฉยๆ ได้อย่างไรเล่าครับ ในเมื่อเงินไหลเข้ามาในประเทศมากขนาดนี้ ก็ย่อมทำให้บาทแข็งขึ้นเป็นธรรมดา
ในอนาคตยิ่งประเทศญี่ปุ่นมีการพิมพ์เงินเยนเพิ่มขึ้นอีก เงินที่จะไหลเข้ามากินส่วนต่างดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรไทยอาจจะมีมากขึ้น ซึ่งหากมีมากขึ้น บาทก็จะยิ่งแข็งขึ้น
มีคนเสนอให้กรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ย เพื่อจะชะลอเงินที่ไหลเข้ามากินส่วนต่างดอกเบี้ย ถามว่าจะได้ผลจริงหรือไม่
ขอให้ดูโครงสร้างดอกเบี้ยของไทย ซึ่งดูได้ในเว็บไซต์ของ Thai BMA จะเห็นว่าดอกเบี้ยนั้นมีหลายอายุ ตั้งแต่ 1 วัน 1 เดือน 1 ปี 5 ปี 10 ปี ยาวออกไปถึง 47 ปี
กนง.มีอำนาจที่จะลดดอกเบี้ยก็ได้เฉพาะดอกเบี้ยนโยบาย คือ ดอกเบี้ย 1 วัน ส่วนดอกเบี้ยอายุอื่นๆ นั้น กนง.ไม่สามารถบังคับได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด
เป็นอันว่าถ้านักลงทุนต่างชาติเขาเอาเงินเข้าไปลงทุนในตลาดพันธบัตรเฉพาะอายุ 1 วัน การที่ กนง.ลดดอกเบี้ยก็จะช่วยชะลอเงินไหลเข้า จะช่วยชะลอบาทแข็งได้มากทีเดียวครับ
แต่ต้องขออภัยคนที่เสนอแนวคิดให้ กนง.ลดดอกเบี้ย เพื่อวัตถุประสงค์ช่วยไม่ให้บาทแข็ง เพราะนักลงทุนต่างชาติที่นำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรนั้น เขาไม่ได้ลงทุนอายุ 1 วันกันครับ
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะยอดเงินที่นักลงทุนต่างชาติถือพันธบัตรที่มีอยู่ตามตัวเลขล่าสุด 862,080 ล้านบาทนั้น เป็นการถือพันธบัตรอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปถึง 665,315 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 77 ของยอดการถือพันธบัตรทุกอายุ
นักลงทุนต่างชาติมีการถือพันธบัตรที่อายุต่ำกว่า 1 ปี อยู่เพียง 196,765 ล้านบาท และผมก็คิดว่าส่วนที่ถือพันธบัตรอายุต่ำกว่า 1 ปีนั้น ก็ไม่น่าจะมีนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนอายุสั้นๆ เพียง 1 วันอยู่เท่าใดนัก
การลดดอกเบี้ยนโยบาย 1 วัน จะทำให้ดอกเบี้ยของพันธบัตรระยะสั้นลดลงด้วย แต่อาจจะไม่ลดลงมากเท่ากับดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง
แต่ที่สำคัญ ดอกเบี้ยของพันธบัตรระยะยาวอาจจะไม่ลดลงเลยก็ได้ โดยเฉพาะหากนักลงทุนกังวลว่าในอนาคตระยะยาว ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะไม่สามารถทานแรงกดดันทางการเมือง ก็อาจจะกังวลเรื่องเงินเฟ้อมากขึ้น และอาจจะเรียกดอกเบี้ยสำหรับพันธบัตรระยะยาวให้สูงขึ้นไปอีกด้วยซ้ำ
นักลงทุนต่างชาติหากเห็นดอกเบี้ยของพันธบัตรระยะสั้นลดต่ำลง เขาก็จะย้ายไปซื้อพันธบัตรระยะยาวเท่านั้นเอง
แต่หากใช้มาตรการที่แบงก์ชาติเสนอ เช่น บังคับให้ต่างชาติต้องซื้อคุ้มครองอัตราแลกเปลี่ยน หรือการเก็บภาษี หรือค่าธรรมเนียม จะมีผลทำให้นักลงทุนต่างชาติมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และจะมีผลเท่ากันทุกอายุพันธบัตร
แต่เรื่องนี้เป็นอำนาจของกระทรวงการคลัง จะเห็นได้ว่ากระทรวงการคลังสามารถมีอำนาจต่อผลตอบแทนสำหรับนักลงทุนต่างชาติได้ทุกอายุ แต่ กนง.มีอำนาจต่อเฉพาะอายุสั้นๆ
ตัวเลขมันฟ้องครับ ว่าข้อเสนอใดเป็นข้อเสนอที่เหมาะสมหรือไม่







