
ร้อนตลอดพ.ค. อุณหภูมิแตะ 40 องศา
แสงแดดยังแผดเผาและแผ่ความร้อนข้ามจากกลางเดือน ก.พ. ยาวนานมาจนกำลังจะย่างเข้าปลาย
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ /ธเนศน์ นุ่มมัน
แสงแดดยังแผดเผาและแผ่ความร้อนข้ามจากกลางเดือน ก.พ. ยาวนานมาจนกำลังจะย่างเข้าปลาย พ.ค. อากาศก็ยังร้อนอบอ้าวในช่วงนี้ ยังคงเกิดจากอิทธิพลเดิม คือ เรื่องของความกดอากาศต่ำจากความร้อนที่เคยแผ่เข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบน และเมื่อยังคงได้รับปัจจัยเสริมจากท้องฟ้าที่ไร้เมฆปกคลุม ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่บนเส้นศูนย์สูตรใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด แนวแสงอาทิตย์จึงยังคงเบนองศาไปจากเดิมไม่มาก
อากาศในภาพรวมร้อนเฉลี่ยอยู่ที่ 3640 องศาเซลเซียส และอาจจะลากยาวไปถึงสิ้น พ.ค.
สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อากาศจะยังร้อนอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่ยังไม่พ้นจากอิทธิพลเดิมที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งนั่นหมายความว่า ต้องเริ่มมีฝนตกในปริมาณที่มากพอที่จะถ่ายเทอุณหภูมิจากอากาศและพื้นดิน
“ตอนนี้ถึงฝนตกลงมาบ้าง อากาศก็ยังร้อนอยู่เพราะซึมลงดินที่แห้งมาอย่างต่อเนื่องหมด และน้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยลดอุณหภูมิยังไม่เพียงพอ ขณะที่สิ่งก่อสร้างในกรุงเทพมหานคร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคอนกรีต รับแสงแดดร้อนๆ ตอนกลางวัน มาแผ่เป็นความร้อนในตอนกลางคืน ขณะที่รถยนต์ที่ปล่อยอุณหภูมิออกมาสู่ภายนอกประมาณ 5060 องศาเซลเซียส และทุกที่ยังคงเร่งเครื่องปรับอากาศเพื่อลดอุณหภูมิ โดย 1 องศาที่ลดได้ จะระบายความร้อนเพิ่ม 1 องศา สู่อากาศภายนอก” สธน กล่าว
จิรพล สินธุนาวา นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล ให้เหตุผลถึงสาเหตุความร้อนว่า ที่ผ่านมาหากเปรียบเทียบไปเมื่อประมาณ 163 ปีก่อน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศจะมีอยู่ราว 280 ส่วนต่อมวลอากาศ 1 ล้านส่วน แต่ปัจจุบันมีมากถึง 397 ส่วนแล้ว กอปรกับกิจกรรมต่างๆ ที่มนุษย์ทำ ล้วนแต่ปล่อยก๊าซดังกล่าวออกมา ทั้งก่อสร้างอาคารคอนกรีต ถนน ฯลฯ ส่งผลให้สารที่กักเก็บก๊าซที่มีพิษไม่สามารถทะลุชั้นบรรยากาศของโลกออกไป มวลความร้อนก็กักตุนอยู่ในพื้นที่เท่านั้น โดยเฉพาะในทวีปเอเชียที่จะร้อนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ระบุอีกว่า ด้วยลักษณะภูมิประเทศของไทยที่ร้อนชื้น แตกต่างจากยุโรปที่อากาศแห้ง ทำให้เกิดความแตกต่างด้านอุณหภูมิ โดยต้องไม่ลืมว่าขณะนี้ยังอยู่ในช่วงฤดูร้อน และความร้อนยิ่งเพิ่มจากพฤติกรรมการบริโภค ทั้งจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก๊าซคาร์บอน หรือก๊าซมีเทน ที่เกิดจากขยะ ทั้งหมดล้วนแต่ทำให้อากาศเกิดวิกฤต และแน่นอนในอนาคตก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
อย่างไรก็ตาม ข้อน่ากังวลที่สุดที่จะมากับอากาศร้อน คือภาวะเชื้อโรคต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ จิรพล ได้อธิบายเรื่องนี้ โดยยกตัวอย่างเรื่องวงจรชีวิตยุงลาย ซึ่งเดิมจะต้องฟักไข่ประมาณ 910 วัน แต่ด้วยอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ความร้อนมากยิ่งขึ้น ก็ทำให้ระยะฟักตัวสั้นลงเหลือเพียงแค่ 7 วันเท่านั้น นอกจากนี้ยังรวมถึงโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ที่อากาศร้อนจะยิ่งเพาะเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น
โดยเรื่องนี้อาจขยายไปสู่วงจรชีวิตของสิ่งมีชีวิตอื่น ซึ่งต้องใช้เวลาศึกษาอย่างต่อเนื่อง
“หนีมันไม่ได้ ไม่มีทาง แต่มีวิธีที่จะเลือกอยู่กับอากาศที่ร้อนได้ เช่น ต้องปรับพฤติกรรมการอยู่ ควรอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ร้อนมากก็อาบน้ำ หรือเลือกบริโภคอาหารที่คิดว่าความร้อนจะไม่ส่งผลกระทบ”
อาจารย์มหิดล ทิ้งท้ายว่า ปัญหาเรื่องความร้อนที่เพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก เพราะเรื่องนี้กำลังเป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องร่วมกันแก้ แม้คนไทยจะลดการใช้รถยนต์หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค อากาศก็จะยังร้อนขึ้นต่อไป หากประเทศใหญ่ๆ อย่างจีน อินเดีย หรือทั้งโลกไม่รณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง







