
ไทยกับอนาคตบนเวทีโลกในยุคที่ภาพลักษณ์พัง
ผลกระทบจากเหตุการณ์10เม.ย.จะส่งผลสะท้อนไปถึงรัฐบาลไทยอีกหลายชุด และจะใช้เวลาอีกนานกว่าจะความเชื่อถือของคนกลับมา
ผลกระทบจากเหตุการณ์10เม.ย.จะส่งผลสะท้อนไปถึงรัฐบาลไทยอีกหลายชุด และจะใช้เวลาอีกนานกว่าจะความเชื่อถือของคนกลับมา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ไม่เฉพาะเลือดเนื้อและชีวิตเท่านั้นที่สูญเสียไปกับเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 10 เม.ย. และไม่เฉพาะเงินลงทุนจากต่างชาติเท่านั้นที่ไทยต้องสูญไปในระหว่างการเผชิญหน้าระหว่างคนไทยด้วยกันเอง แต่ในระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว ไทยได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดเช่นกัน นั่นคือ ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย
ไม่เฉพาะรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้นที่เสี่ยงจะมองหน้ารัฐบาลนานาประเทศไม่ติดจากเหตุนองเลือดเมื่อวันที่ 10 เม.ย. แต่ผลกระทบจากเหตุการณ์วันนั้น จะส่งผลสะท้อนไปถึงรัฐบาลไทยอีกหลายชุด และจะใช้เวลาอีกเนิ่นนานกว่าที่ไทยจะสามารถเรียกความน่าเชื่อถือของคนกลับคืนมาได้อีกครั้ง
ที่น่าสนใจก็คือ ภายในระยะเวลา 3 เดือน มีการประชุมระดับโลกที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับไทย และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหลายการประชุม หนึ่งในนั้นคือ การประชุมระดับรัฐมนตรีกลุ่มประเทศ จี20 ที่สหรัฐ ในเดือน พ.ค. และการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ จี20 ที่แคนาดา ในเดือน มิ.ย.
ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีพยายามกำหนดบทบาทของไทยในเวทีโลกหลายครั้ง และแต่ละครั้งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการให้ภาพของไทยออกมา “ดูดี” ในสายตาชาวโลก ด้วยการเข้าร่วมการประชุมที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ
อย่างเช่นการประชุม World Economic Forum ซึ่งนายอภิสิทธิ์เดินทางไปร่วมประชุมและชี้แจงท่าทีของไทยถึง 2 ปีซ้อน และต่อมายังร่วมการประชุม จี20 ถึง 2 ครั้งเช่นกัน ซึ่งการประชุมทั้งสองเวทีมีนัยที่สำคัญอย่างมาก
เวทีแรกเป็นโอกาสสำคัญในการ “โชว์”วิสัยทัศน์ของรัฐบาลต่างๆ ในการนำพาเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ซึ่งนายอภิสิทธิ์สามารถแสดงวิสัยทัศน์ให้เห็นได้ในระดับหนึ่ง
เวทีที่ 2 มีความสำคัญยิ่งกว่า เพราะเป็นการคานอำนาจระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ นายอภิสิทธิ์มีความพยายามสูงพอสมควรในการแทรกไทยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมได้ โดยอาศัยฐานะประธานอาเซียน ทั้งๆ ที่โดยทางการแล้วหาใช่สมาชิก จี20 แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีการประชุมทั้งสองเวทีต้องอึมครึมจากเหตุการณ์นองเลือดไปเรียบร้อยแล้ว มิพักจะเอ่ยถึงโอกาสที่นายอภิสิทธิ์จะสามารถเข้าร่วมการประชุมทั้งสองเวทีโดยไม่รู้สึกอึดอัดใจกับสายตาของนานาประเทศ
โดยเฉพาะเวทีการประชุม จี20 รัฐบาลไทยชุดนี้เคยเข้าร่วมในฐานะประธานสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และด้วยฐานะประธานอาเซียนนี่เอง ไทยได้กลายเป็นกระบอกเสียงและมือไม้ให้กับชาติตะวันตกโจมตีรัฐบาลทหารพม่า
แต่ดูเหมือนว่า นับแต่นี้เป็นต้นไปรัฐบาลไทยคงต้องกลืนน้ำลายตัวเองหากคิดจะประณามความทารุณของรัฐบาลพม่า
แม้จะยังไม่มีเสียงสะท้อนในระดับรัฐบาล (ซึ่งคาดว่าเป็นไปได้ยาก เนื่องจากระหว่างรัฐบาลมักไม่ตำหนิกิจการภายในระหว่างกัน หากไม่ถึงที่สุดแห่งผลประโยชน์จริงๆ) แต่ในระดับนักวิชาการมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้กันบ้างแล้ว
หนึ่งในนั้นคือ โทมัส ลาร์สสัน นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่แสดงความกังวลต่อภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกภายหลังการกวาดล้างการชุมนุมอย่างรุนแรง และชี้ว่า ภาพลักษณ์จะยิ่งเสื่อมเสียหากรัฐบาลให้ความรุนแรงมากขึ้น
“การกวาดล้างกลุ่มผู้ประท้วงด้วยกองกำลังที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นวิธีการที่สะท้อนให้เห็นถึงวิธีที่รัฐบาลทหารพม่ากระทำ จะทำลายภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกอย่างไม่อาจฟื้นคืนได้” ลาร์สสัน กล่าว พร้อมแสดงความวิตกว่า สถานการณ์จะยังไม่คลายความตึงเครียดลงภายในเร็ววันนี้
ด้วยทัศนะเช่นนี้ แม้จะยังไม่นับผลพวงจากการที่ผู้นำและตัวแทนของไทยขาดการประชุมการประชุมอาเซียนซัมมิต ครั้งล่าสุดที่เวียดนาม แต่ไทยจะไม่อาจเป็นผู้นำในการประณามรัฐบาลทหารพม่ากลางเวทีประชุมอาเซียนได้อย่างเต็มปากอีกต่อไป
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับองค์กรท่าทีขององค์กรฮิวแมน ไรท์วอทช์ เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย โดยเมื่อเดือน ม.ค. รายงานของฮิวแมน ไรท์ วอทช์ โจมตีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ว่า มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในหลายกรณี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเหตุการณ์เมษาเลือด
หากรัฐบาลชุดนี้อยู่ทันรายงานชิ้นต่อไป ฮิวแมน ไรท์วอทช์ คาดว่าคงจะต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาเดิมอย่างแน่นอน หรืออาจเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงขึ้นด้วยซ้ำ
ทั้งนี้ ไม่เฉพาะความเห็นของลาร์สสันเท่านั้น แต่สื่อมวลชนชั้นนำของต่างประเทศยังตั้งข้อสังเกตว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์เหลือทางเลือกเพียงน้อยนิดในการเกาะกุมเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อไป อาทิ หนังสือพิมพ์ เดอะนิวยอร์ก ไทมส์ ของสหรัฐ โดยข้อเขียนของนายเซธ มายแดนส์ ชี้ว่า
“เป็นที่เชื่อกันในวงกว้างว่า หลังจากล้มเหลวทั้งวิธีไม้อ่อนและไม้แข็ง (ในการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม) นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะนั่งอยู่ในตำแหน่งได้อีกไม่นานนัก”
ขณะที่สำนักข่าวบีบีซี อ้างความเห็นของนายธิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ซึ่งขณะนี้บรรยายอยู่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในสหรัฐ ที่ชี้ว่า โอกาสที่นายอภิสิทธิ์จะหลุดจากตำแหน่งมีสูงมาก
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่นายอภิสิทธิ์สมควรสละเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหรือไม่ แต่อยู่ที่คำถามที่ว่า รัฐบาลจะสามารถกู้ภาพลักษณ์ความเป็นประเทศประชาธิปไตยและใฝ่สันติได้อีกครั้งด้วยหนทางใด?
ย้ำว่า ไม่เฉพาะรัฐบาลชุดนี้หรือชุดที่เกี่ยวข้องกับชุดปัจจุบัน แต่รวมถึงทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศระหว่างและภายหลังวิกฤตการเมือง
โจทย์นี้จะไม่สามารถสะสางได้เลย หากไทยยังไม่พบทางออกของการเผชิญหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด







