
ก่อนจะสายเกินไป
“เอ็งกลัวการเปลี่ยนแปลงไหม”
“เอ็งกลัวการเปลี่ยนแปลงไหม”
“ก็กลัวซิพี่ งานสื่ออย่างเรา การเปลี่ยนแปลงมาเร็ว ยิ่งตอนนี้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามามาก ไม่แค่หนังสือพิมพ์กำลังจะตายนะ ผมว่าตัวเราซิอาจตายก่อน”
ตายในความหมายผม คือ ถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนตัวเอง เพราะคิดว่าแน่แล้ว ก็จะอยู่แบบไร้ความกระตือรือร้น หมดเป้าหมายที่จะเดิน ได้แต่ทำงานรูทีนไปวันๆ มารู้ตัวอีกทีก็ถูกล้อมขังในกำแพงหมดทุกด้าน กลายเป็นพวกตกขบวนตามใครไม่ทันแล้ว
นวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นรอบตัว โลกที่ย่นเวลา ลดความฟุ่มเฟือยลงหลายเรื่อง การแข่งขันเข้มข้น ทำให้ผมรู้สึกตลอดว่า ชีวิตทุกวันนี้เหมือนวิ่งสวนอยู่บนบันไดเลื่อน ถ้าหยุดวิ่งเมื่อไร ก็จะสะดุดล้มคะมำทันที
ถ้าเราไม่อยากวิ่งก็ต้องรับผลที่เกิดขึ้น และอย่าโวยวายกับชะตากรรมที่จะถูกเลือกเป็นคนสุดท้าย
การเปลี่ยนแปลงที่มาไวไปไว เห็นได้ในหลายอาชีพ โดยเฉพาะงานที่ใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ช่วยทุ่นเวลา แต่มันทำลาย “คนที่ไม่ปรับเปลี่ยน” จนหมดคุณค่าลง
บริษัทใหญ่หลายแห่งที่เคยเป็นเจ้าธุรกิจผูกขาด ที่สุดก็ล่มสลาย เพราะไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเอง โดยเฉพาะในโลกดิจิตอลที่เห็นการเปลี่ยนแปลงแจ่มชัดสุด
“โกดัก” เจ้าแห่งวงการฟิล์มภาพถ่ายของโลก ต้องปิดตำนาน 131 ปีลงเพราะไม่ปรับตัวเองให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิตอล หลังกล้องดิจิตอลและสมาร์ทโฟนเข้ามาแทนที่ ล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ผู้บริหารโกดักได้ยื่นล้มละลาย หลังขาดทุนต่อเนื่อง 7 ปี
นักวิเคราะห์หลายคนบอกว่า เป็นเพราะผู้บริหารยังติดอยู่กับอดีตและความภูมิใจเดิม คิดว่าสินค้าของตนยังขายได้และเป็นอมตะ จึงไม่พยายามขยับตัว สุดท้ายถูกคลื่นเทคโนโลยีโถมเข้าใส่
การรูดม่านของโกดักช็อกคนในวงการ เพราะเราๆ ท่านๆ ผูกพันกับแบรนด์ชิ้นนี้มาตั้งแต่เด็ก นี่เป็นบทเรียนและตัวอย่างจากคลื่นดิจิตอลที่มาเร็วและแรง
ที่เห็นชัดอีกด้าน คือ การจากไปของสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศที่ปรับตัวเองไม่ทัน ต้องล้มครืนไปตามๆ กัน
ไม่กี่ปีมานี้ นิตยสารนิวสวีกปิดฉากจากสื่อสิ่งพิมพ์หลังทำมา 80 ปี ผันเข้าสู่สื่อออนไลน์ เช่นเดียวกับแทบลอยด์หัวสี “นิวส์ออฟเดอะเวิลด์” แห่งอังกฤษปิดตัวเองหลังเป็นหนังสือพิมพ์แนวหน้ามายาวนาน 168 ปี มียอดขายสูงถึงสัปดาห์ละ 26 ล้านฉบับ
มีงานวิจัยของสหรัฐสรุปด้วยว่า ถ้าย้อนไป 4 ปีที่แล้วมีหนังสือพิมพ์ในอเมริกาที่ต้องอวสานมากกว่า 166 ฉบับ เพราะพลังของอินเทอร์เน็ตจนสะเทือนยังสื่อสิ่งพิมพ์
ไม่แต่หนังสือพิมพ์ที่กำลังดิ้นหนีตาย ขยายตัวเองไปสู่ระบบออนไลน์ สื่อโทรทัศน์ก็จะถึงจุดเปลี่ยนขนานใหญ่ไปสู่ระบบดิจิตอลอีก 2 ปีข้างหน้า ที่คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการโทรทัศน์เพิ่มจาก 20 ล้านเครื่อง เป็น 40 ล้านเครื่อง และจะมีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่มขึ้น
ซีกโทรศัพท์มือถือก็แข่งกันดุ ผลัดกันโค่นแชมป์กันสนุก แต่ก่อน “โนเกีย” ของฟินแลนด์ ใช้กันทั่วโลก ครองตลาดมากที่สุด ไม่มีใครคิดว่าจะเข้าสู่จุดตกต่ำ จากเจ้าสมาร์ทโฟนอย่างแบล็คเบอร์รี่ “บีบี” ที่เข้ามาตีกระหน่ำถึงขั้นประธานาธิบดี โอบามา ยังแนะนำให้ใช้ เพราะสามารถเล่นระบบพูดคุย เปิดรับส่งเมลได้สะดวก โนเกียจึงกลายเป็นเศษซากอย่างรวดเร็ว ครั้นจะมาปรับเปลี่ยนก็ช้าไปแล้ว
แต่ยุคทองของ “บีบี” ก็ผงาดขึ้นมาได้ไม่กี่ปีก็เจอกระแสไอโฟนของ “สตีฟ จ็อบส์” ของค่ายแอปเปิลที่ผงาดยึดหัวหาด ผู้คนต่อคิวเป็นกิโลรอซื้อไอโฟนไอแพดรุ่นใหม่เกิดการตบตีทะเลาะแย่งคิว เป็นปรากฏการณ์ที่ต้องจารึก จนไทม์ยก สตีฟ จ็อบส์ เป็นบุคคลแห่งปีผู้เปลี่ยนโลก
ทว่าหลังการจากไปของ สตีฟ จ็อบส์ ค่ายแอปเปิลกับผลิตภัณฑ์ไอโฟนก็เริ่มไม่หวือหวา เจอค่ายซัมซุงคู่แข่งสำคัญออกสมาร์ทโฟนแต่ละรุ่นตีตลาดเบียดไอโฟน จนมีการฟ้องร้องลิขสิทธิ์กัน ยังดีที่ “แอปเปิล” ในยุคต่อมาของ ทิม คุก มีการพัฒนา ต่อยอด ปล่อยหมัดเด็ด “ไอแพดมินิ” มาชนกับซัมซุงรักษาฐานไว้ได้
ปัจจุบันอนาคตของแอปเปิลถูกท้าทายหนัก ว่ากันว่าเป็นยุคที่ต้องประคองตัว แต่หลายคนเชื่อในไม่ช้าก็ต้องตามรอยโนเกีย และบีบี เช่นเดียวกับ “ซัมซุง” ขึ้นจุดสูงสุดก็อาจร่วงได้สักวัน
เพราะโลกดิจิตอลเคลื่อนไหวเร็ว คู่แข่งเยอะ ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนสินค้าให้ตอบสนองผู้บริโภคให้ทันเวลา ก็ถึงจุดเสื่อมอย่างรวดเร็ว
โซเชียลเน็ตเวิร์กก็เช่นกัน เห็นการรูดม่านไปหลายตัว แต่ก่อนเมื่อสิบปีที่แล้วเราใช้โปรแกรมพูดคุยออนไลน์ MSN กันทั่วโลก จากนั้นมายอดผู้ใช้ค่อยๆ ลดลง เพราะมีคู่แข่งรายใหม่ที่เพิ่มทางเลือกการพูดคุยแบบเห็นหน้าข้ามทวีป จนเมื่อต้นปีนี่เอง บริษัท ไมโครซอฟท์ เจ้าของ MSN ได้ประกาศปิดตำนาน MSN โดยหันไปพัฒนา Skype โปรแกรมสื่อสารเห็นหน้าพูดคุยแทน
แต่โปรแกรมแชทในปัจจุบันก็ต้องขับเคี่ยวกันดุ ทั้ง Whatsapp, Facetime, Tango ที่มาแรงสุด คือ Line ที่มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น และกำลังฮิตทั่วโลก ด้วยลูกเล่นอีโมติคอนน่ารัก เพิ่มสีสันการแชทจนตัวการ์ตูนใน Line ถูกนำมาสร้างเป็นตัวละครในการ์ตูนญี่ปุ่น
สำหรับเครือข่ายออนไลน์ที่ทรงพลังที่สุดตอนนี้ เฟซบุ๊ก มีผู้ใช้สูงถึง 1,000 ล้านคนทั่วโลก และคนไทยก็ใช้อันดับ 17 ของโลก มีการวิเคราะห์ว่า เฟซบุ๊กจะถึงจุดอิ่มตัวในอนาคตเหมือน Hi5 กับ My Space จากสัญญาณในหลายประเทศที่มียอดผู้ใช้ลดลง เพราะการอัพเกรดทำยาก ฐานของวัยรุ่นส่วนใหญ่ไปเล่น Line กับ Instagram ที่แลกเปลี่ยนรูปภาพง่ายกว่า
ในแวดวงไอทีก็เห็นการเปลี่ยนแปลงเร็ว แต่ก่อนเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือพีซี เริ่มตั้งแต่จอเขียว มาเป็นจอสี เครื่องเทอะทะใหญ่ มาปรับให้บางลงและมีฮาร์ดแวร์ในตัว เกิดโน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์พกพา แปลงสภาพมาเป็นเน็ตบุ๊ก บางกว่าโน้ตบุ๊ก ต่อมาพัฒนามาเป็นแท็บเล็ต ทว่าปัจจุบันเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะกับโน้ตบุ๊ก ยอดขายเริ่มตก ที่ขายดีคือ All in one PC ลูกผสม สะดวกกว่าทุกอย่าง จอภาพใหญ่ ตั้งโต๊ะตัวเดียว ต่อสายไฟเส้นเดียว มี WiFi ในตัว ยังมีจอแบบสัมผัสอีกต่างหาก ที่สำคัญราคาไม่แพง
นวัตกรรมการสื่อสารเหล่านี้ ทั้งกล้อง คอมพิวเตอร์ มือถือ สื่อสิ่งพิมพ์ โซเชียลมีเดีย เป็นตัวอย่างที่เห็นการเปลี่ยนแปลงเร็วมากในรอบ 10 ปีมานี้ เมื่อเทียบกับสาขาอื่น มีเกิดขึ้นและดับสูญ เหตุผลหนึ่งในนั้นคือ การทะนงตัวว่าเป็นผู้นำอยู่แล้ว จึงไม่ยอมรับการปฏิรูปตัวเอง
กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็สายไปเสียแล้ว เหลืออีกทีก็อยู่ที่ว่าจะตายอย่างเลือดเย็น หรือตายอย่างฉับพลัน..







