
บันทึกแห่งจิต
ผมเจอหลวงปู่คูณ สุเมโธ วัดป่าภูทอง ครั้งแรกที่งานปิดโครงการผ้าป่าช่วยชาติ ที่มีองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด เป็นประธาน ที่สวนแสงธรรม พุทธมณฑลสาย 3
ผมเจอหลวงปู่คูณ สุเมโธ วัดป่าภูทอง ครั้งแรกที่งานปิดโครงการผ้าป่าช่วยชาติ ที่มีองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด เป็นประธาน ที่สวนแสงธรรม พุทธมณฑลสาย 3
ผมตั้งใจว่าจะไปถวายทองคำเพื่อร่วมบุญใหญ่ในครั้งนั้นด้วย
ในงานผมเห็นพระรูปหนึ่งซึ่งผมเองก็ไม่รู้จักว่าท่านชื่อหลวงปู่อะไร แต่สัมผัสแรกผมรู้สึกว่าท่านเป็นพระที่เมตตามากๆ และแอบคิดในใจว่าท่านเป็นพระที่น่ารักมาก ผมจึงตัดสินใจนำทองคำไปถวายแด่ท่าน เพื่อร่วมโครงการในครั้งนี้
พอผมถวายแด่ท่านเสร็จ ท่านก็เอานิ้วเคาะหัวผม แล้วยิ้มให้
ครั้งที่สองที่ได้เจอกับหลวงปู่คูณ ตรงกับวันเข้าพรรษาพอดี คราวนี้ผมตั้งใจจะไปอยู่ภาวนากับท่าน
หลังจากตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วจึงเก็บสัมภาระออกเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางไปที่วัดป่าภูทอง จ.อุดรธานี เป็นครั้งแรกในชีวิต
เมื่อไปถึงนั้นเป็นเวลาประมาณ 20.30 น. วัดเงียบสงัดและมืด มีไฟเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น ตามแบบฉบับสายวัดป่าทั่วๆ ไป รีๆ รอๆ อยู่ไม่ถึง 10 นาที หลวงปู่ก็เดินออกมา ผมจำได้แน่ว่าท่าน คือ หลวงปู่คูณ จึงวางสัมภาระแล้วก้มกราบหลวงปู่
ผมจำคำแรกที่ท่านพูดกับผมได้สนิทใจ เพราะเป็นคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาอันบริสุทธิ์ ท่านบอกว่า “เอาของไปเก็บที่พัก แล้วอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย” พร้อมกันนั้น ท่านได้เดินนำผมไปที่พักสำหรับผู้มาวัด พร้อมทั้งร้องสั่งให้ลูกศิษย์วัดจัดที่จัดทางให้ ด้วยเสียงอันดังแต่เปี่ยมด้วยเมตตาว่า “เอิ้ว ไปไหนกันหมด เขามา ทำไมไม่มาหาที่ให้เขาพักเล่า”
นี่เป็นความประทับใจครั้งที่สอง ที่ผมมีต่อองค์ท่านในเรื่องของความเมตตาอันไม่มีประมาณ จากนั้นท่านก็เดินกลับไปที่ศาลาใหญ่ของวัด ส่วนผมก็จัดแจงเก็บสัมภาระเข้าที่ รีบไปอาบน้ำชำระร่างกายแล้วเสร็จก็ประมาณ 21.00 น. ในวันคืนเดียวกันนั้น หลังจากอาบน้ำเสร็จผมก็ได้เดินมาที่ศาลาใหญ่ของวัด ซึ่งไม่ห่างจากที่พักมากนัก เห็นหลวงปู่กำลังนั่งฉันหมากอยู่บนเก้าอี้ไม้ที่ท่านนั่งรับแขกเป็นประจำ อยู่ด้วยอารมณ์ที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งเป็นปกติของหลวงปู่ เพราะท่านมักจะมีอาการยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ เรื่องนี้ผมได้ยินมากับหูว่า ครูบาอ้วน พระเลขาฯ ของท่านเคยบอกกับผมว่า หลวงปู่ท่านรู้ทันอารมณ์ทุกอย่างจนทุกข์ไม่มีแล้ว
ผมก็สัมผัสมาด้วยตนเองแล้วว่า เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะยังไม่เคยเห็นเลยสักครั้งที่หลวงปู่จะแสดงอาการทุกข์หรือโกรธแก่ใคร
เมื่อกราบแล้วถวายผ้าอังสะ ท่านรับไว้แล้วก็มองหน้าผม
คำแรกที่ผมพูดกับท่าน คือ “ขอโอกาสครับหลวงปู่ ผมขอนับถือหลวงปู่เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ ขอให้หลวงปู่เมตตาผมทั้งทางโลกและทางธรรมนะครับ” ท่านก็พยักหน้ารับ
ตอนนั้นผมดีใจมากๆ จนน้ำตาซึมออกมาเลยทีเดียว เสร็จแล้วท่านก็มองหน้าผมแล้วอมยิ้ม ผมก็มองหน้าท่าน สังเกตเห็นแววตาอันเป็นประกายและองอาจของท่าน ผมจึงพูดกับท่านต่อไปว่า “พ่อแม่ครูอาจารย์ครับ ผมขอหมากของพ่อแม่ครูอาจารย์ครับ” ท่านถามผมกลับมาว่า “จะเอาไปทำหยัง” ผมตอบท่านว่า “ผมจะเอาไปบูชาครับ เพราะหมากทุกคำได้สัมผัสกับธรรมที่ออกจากปากของพ่อแม่ครูอาจารย์”
“จะเอาเลยบ่” ท่านถามกลับ ผมตอบว่า “เอาเลยครับ” ท่านก็หันซ้ายหันขวา ไปหยิบถุงพลาสติกมาให้ผมหนึ่งใบ ผมก็เอามือครอบถุงพลาสติกเก็บเอาหมากไปทั้งกระโถนเลยทีเดียว...
หลังจากนั้นท่านก็เทศน์ให้ฟัง การเทศน์ของท่านไม่ใช่การเทศน์ตามหลักตัวอักษร แต่เป็นการเทศน์ตามหลักแห่งปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดแล้ว เป็นปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติ
ท่านว่าสมัยที่ท่านจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่สอ พันธุโล วัดป่าบ้านหนองแสง จ.ยโสธร นั้น มีคืนหนึ่งเกิดมีคนในหมู่บ้านตายด้วยอุบัติเหตุ ญาติผู้ตายได้นำศพมาตั้งไว้ที่วัด คืนนั้นหลวงปู่สอท่านเรียกให้พระมารวมกันที่ศาลาใหญ่ แล้วสั่งให้ดับไฟทั้งหมด แล้วให้พระแต่ละรูปเดินไปพิจารณาศพเพียงลำพังรูปละ 5 นาที โดยให้จุดเทียนที่ตั้งอยู่ข้างๆ ศพเสียก่อน พอครบ 5 นาทีแล้วให้ดับเทียนเสีย แล้วค่อยกลับมา ให้ทำกันอย่างนี้วนจนครบทุกรูป
หลวงปู่ท่านบอกว่า ตอนนั้นกลัวมาก แต่ก็เล่าไปพลางยิ้มไปขำไปด้วยความเมตตา
ท่านว่า เมื่อเดินเข้าไปใกล้ศพ ก็จุดเทียนขึ้นช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน ศพนั้นซึ่งยังเสียชีวิตมาได้ไม่นานเลือดพุ่งปร๊ดออกมา
“เราแทบจะวิ่งหนีเลยนะ กลัวมาก กลัวผีก็กลัว แต่เรากลัวหลวงปู่สอมากกว่า ในที่สุดก็ผ่าน 5 นาทีนั้นมาได้”
ท่านเล่าด้วยว่า หลวงปู่สอท่านสามารถสั่งผีได้ เมื่อถามว่ายังไงครับพ่อแม่ครูอาจารย์ ท่านบอกว่า แต่ก่อนมีโยมคนจีนอยู่ข้างวัด นับถือหลวงปู่สอ พอลุงท่านนั้นตาย ก็มาขออยู่วัด หลวงปู่สอท่านก็อนุญาต คืนไหนก็ตามที่หลวงปู่สอท่านบ่นว่า อยากฉันเป๊บซี่ก็ดี อยากสูบบุหรี่ก็ดี รับรองได้วันรุ่งขึ้น ลูกหลานของอาแป๊ะคนนี้จะต้องเอาของเหล่านั้นมาถวายหลวงปู่สอแน่นอน
หลวงปู่สอท่านเลยถามว่า ทำไมถึงเอามาถวาย ลูกหลานอาแป๊ะเลยบอกว่า เมื่อคืนอาเตี่ยมาเข้าฝันบอกว่าให้เอาเป๊ปซี่มาถวายหลวงปู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก
ท่านเล่าด้วยว่า มีอยู่คืนหนึ่งท่านอธิษฐานเดินจงกรมทั้งคืน พอได้ประมาณตีหนึ่งตีสอง ได้ยินเสียงโครมใหญ่ ดังมาจากหัวทางจงกรม แม้จะตกใจมาก แต่ก็ไม่ละความเพียรกำหนดและเดินจงกรมต่อ ท่านสอนผมว่า ความกลัวจัดเป็นกิเลสตัวหนึ่ง มันเกิดจากสังขารที่มันไปปรุงแต่ง แล้วยึดเอามาเป็นอารมณ์ ต้องรู้เท่าทันมัน อย่าไปปรุงแต่งกับมัน ให้เอาชนะความกลัวด้วยความกล้า
...คืนนั้นท่านเทศน์เพียงเท่านี้ ผมจึงขอโอกาสกราบเรียนท่านว่า คืนนี้ผมจะขอเดินจงกรมทั้งคืน ถวายพ่อแม่ครูอาจารย์ครับ
ท่านยิ้มแล้วบอกว่าดีมาก ผมก้มลงกราบที่แทบเท้าท่าน ท่านก็จับหัวผมอยู่นานพอสมควร ตอนนั้นผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมถึงต้องเรียกพ่อแม่ครูอาจารย์ เพราะท่านเปรียบได้ทั้งพ่อ แม่ ครูและอาจารย์จริงๆ
หลังจากนั้นผมก็กราบลาและไปเดินจงกรมต่อ ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 23.30 น. ผมได้เดินจงกรมตามที่ให้สัจจะไว้กับท่านตลอดคืน พอเวลาประมาณตี 2 ก็ปรากฏว่า มีนกตัวหนึ่งตัวใหญ่มากมาบินวนรอบตัวผมขณะที่ผมเดินจงกรม 3 รอบ บอกตามตรงว่า ขนลุกตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความกลัวปนตกใจ แต่ก็กำหนดพุทโธและนึกถึงหลวงปู่และเดินต่อไป จนเช้าก็ออกจากทางจงกรมไปอาบน้ำชำระร่างกาย
ต่อมาผมได้มีโอกาสเจอท่านอีกที่สวนแสงธรรมอีกเช่นเคย ได้เข้าไปกราบและเรียนถามท่านว่า พ่อแม่ครูอาจารย์จำผมได้มั้ยครับ
ท่านยิ้มแล้วบอกว่าจำได้ ผมนำอาสนะมาถวายท่าน ท่านบอกว่า “เอามาถวายพ่อแม่ครูอาจารย์ด้วยนะ อืมๆ” ผมได้เล่าเรื่องในวันนั้นที่เดินจงกรมตลอดคืนถวายท่าน แล้วบอกว่า ผมกลัวมาก ทั้งๆ ที่พ่อแม่ครูอาจารย์ก็เทศน์ดักไว้แล้วประหนึ่งว่าท่านรู้ล่วงหน้าแล้วว่า ผมจะต้องไปเดินจงกรมตลอดคืนแล้วต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ ท่านก็หัวเราะ แล้วบอกว่า “อย่าให้สังขารมันปรุงนะ” แล้วบอกผมว่า “ดีแล้ว มาถูกทางแล้ว เข้าท่าๆ แล้วยกนิ้วโป้งให้ผม”
บอกตามตรง ผมมีกำลังใจและปลื้มใจมาก ปลื้มใจกว่าจบปริญญาเสียอีกด้วยซ้ำ
จากนั้นผมเรียนถามท่านว่า “พ่อแม่ครูอาจารย์ครับ บางครั้งผมตามจิตไม่ทัน ผมหงุดหงิดครับ ต้องแก้อย่างไร”
ท่านตอบว่า “เราดีใจ นานๆ จะมีคนมาถามธรรมเรา” ก่อนจะบอกต่อว่า ดูอย่างพระสารีบุตร ท่านมีปัญญามาก จิตก็เหมือนลูกศร มันมาทุกทิศทาง เราต้องรู้มันมัน ดักมันให้หมด ดักมันด้วยปัญญา ต้องรู้ทันมัน พระสารีบุตรท่านมีปัญญามาก ท่านรู้ทันหมด เข้าใจไหม”
ผมตอบท่านว่า สาธุ เข้าใจครับผม
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ยืนยันถึงความเป็นผู้รู้แจ้งเรื่องจิต ความรู้เท่าท่านจิตของท่านหลวงปู่ท่านเคยเล่าให้ผมฟังว่า ท่านเคยจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร 1 พรรษา หลวงปู่ฝั้นสอนว่า “ให้เอาพุทโธ ๆๆๆๆๆ ถี่ อย่าให้อะไรแทรกได้”
ครั้งสุดท้ายที่ผมเจอท่านคือที่งานประจำปีของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อได้ตักบาตรและท่านฉันเสร็จแล้วได้เข้าไปกราบ แล้วเรียนว่า “พ่อแม่ครูอาจารย์ครับ ขอทานข้าวก้นบาตรของพ่อแม่ครูอาจารย์ครับ”
ท่านก็ตอบว่า “ยกไปสิ ยกไปทั้งบาตรเลย” ผมก็ยกบาตรหลวงปู่มาทั้งบาตรแล้วค่อยๆบรรจงตักอาหารออกจากบาตรท่าน มาใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ มาถึงตอนนี้ทำให้ผมรู้เลยว่า ในบาตรของพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านรวมอาหารทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวเหนียว แกงต่างๆ ปลาทอดต่างๆ หนอนรถด่วนทอด ผัก ส้ม ผลไม้ต่างๆ ท่านใส่อยู่ในบาตรหมด ทำให้ผมรู้เลยว่า พ่อแม่ครูอาจารย์เคร่งครัดต่อการกำจัดกิเลสจริงๆ
จากนั้นผมก็ได้แบ่งข้าวก้นบาตรของหลวงปู่ให้น้องๆ มีผู้หญิงสองคนได้เดินมาแล้วถามว่านี่บาตรของหลวงปู่คูณเหรอค่ะ ผมบอกใช่ครับท่าทางพวกเธอดีใจมากก่อนจะบอกว่า ขอข้าวนิดนึงได้มั้ยค่ะ
เมื่อนำบาตรของท่านไปให้ลูกศิษย์ที่ขับรถให้ท่าน ลูกศิษย์คนนั้นบอกว่า เคยมีคนขอข้าวก้นบาตรท่านเหมือนกัน แต่ถูกท่านเอ็ดเอา ทำให้ผมยิ่งซาบซึ้งในเมตตาขององค์ท่านเข้าไปอีก ก่อนท่านจะกลับ ผมได้ตามไปส่งท่านที่รถ แล้วบอกกับท่านเหมือนทุกครั้งว่า “พ่อแม่ครูอาจารย์ครับ ผมขอดวงตาเห็นธรรมครับ”
ท่านก็เปิดขวดน้ำแล้วอมน้ำคำโต แล้วพ่นน้ำใส่หัวผม โดยท่านไม่กลัวเลยว่าองค์ท่านจะเปียก
ผมปีติและดีใจมากๆ ที่ท่านเมตตา แววตาท่านในวันนั้นสดใสและเมตตามากๆ ซึ่งผมไม่คิดเลยว่าจะเป็นภาพสุดท้ายที่ผมได้เจอท่านในขณะดำรงธาตุขันธ์อยู่
มาทราบข่าวว่าองค์ท่านละสังขารในวันที่ 12 พ.ค. 2556 บอกตามตรง ความรู้สึกเหมือนลูกที่ขาดพ่อแม่ ลูกศิษย์ที่ขาดครูบาอาจารย์ ทั้งเศร้าและใจหายมาก เพราะตัวผมเองจะมีแผนที่จะไปปฏิบัติท่านอีก แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และก็ดับไปตามกฎไตรลักษณ์ โดยส่วนตัวผมนั้นผมเชื่อสนิทใจว่าท่านได้เข้าสู่แดนอนุปาทิเสสนิพพานแล้ว ดับการเกิดการตายได้สำเร็จแล้ว ท่านไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว







