posttoday
ปชป. แค่ 'เหยื่อ' ต่อรองอำนาจ

ปชป. แค่ 'เหยื่อ' ต่อรองอำนาจ

19 พฤษภาคม 2556

“พฤษภาเลือด” ปี 2553 นับเป็นวิกฤตการเมืองที่เปรียบเสมือนค้อนยักษ์ตอกหมุดความขัดแย้งฝังลึกในสังคมไทยจนยากที่จะถอนโดยง่าย

โดย...ชุษณ์วัฎ ตันวานิช

“พฤษภาเลือด” ปี 2553 นับเป็นวิกฤตการเมืองที่เปรียบเสมือนค้อนยักษ์ตอกหมุดความขัดแย้งฝังลึกในสังคมไทยจนยากที่จะถอนโดยง่าย

พลเรือนและทหารเสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 นักโทษการเมืองกว่า 30 ชีวิตที่ตกค้างในเรือนจำ คือ ผลพวงของเหตุการณ์ที่ทิ้งเชื้อความขัดเเย้งให้ตกค้างมาถึงปัจจุบันและนับเป็นชนวนสำคัญอันส่งผลให้สองขั้วอำนาจยากจะ “ปรองดอง” เพราะเมื่อมีฝ่าย “สูญเสีย” ย่อมเกิดเสียงเพรียกหาฝ่าย “รับผิดชอบ”

ภารกิจล่าตัวการจึงตกอยู่กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ขึ้นสู่อำนาจหลังการเลือกตั้งบนความวาดหวังของคนเสื้อแดงว่ารัฐบาลจะสานต่อภารกิจได้สำเร็จหรือไม่ โดยเฉพาะในห้วงสถานการณ์ที่ พ.ร.บ.ปรองดองนิรโทษกรรมเหมาเข่งกำลังคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง เเม้จะเข้าสู่วันครบรอบ 3 ปี รำลึกเหตุการณ์นองเลือดก็ตาม

“โพสต์ทูเดย์” ได้สัมภาษณ์เปิดใจ พันธุ์ศักดิ์ ศรีเทพ บิดาของ “น้องเฌอ” สมาพันธ์ ศรีเทพ เด็กชายที่ถูกยิงเสียชีวิตด้วยวัย 17 ปี เขามองภาพเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา โดยผ่านสายตาของ “ผู้สูญเสีย” หลังจากวันที่ 15 พ.ค. 2553 บุตรชายถูกยิงบริเวณทางเท้าตรงข้ามปั๊มเชลล์ ซอยรางน้ำ ถนนราชปรารภ ซึ่งจวบจนตอนนี้ที่มาของกระสุนที่ยังเป็นปริศนาว่ายิงมาจากฝ่ายใด

พันธุ์ศักดิ์ เริ่มต้นเล่าความคืบหน้าของคดีความว่า เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ดูแลสำนวนระบุว่าคดีของเฌอไม่มีประจักษ์พยานที่จะให้การต่างจากคดีอื่นที่เกิดขึ้นในวันเวลาไล่เลี่ยกันอย่างคดีการเสียชีวิตของ บุญทิ้ง ปานศิลา กิตติพันธ์ ขันทอง และชาญณรงค์ พลศรีลา ที่มีประจักษ์พยานเบิกความ ในขณะที่คดีน้องเฌอมีเพียงพยาน คือ ป้าเจ้าของบ้านที่เฌอถูกยิงเสียชีวิตเท่านั้น แต่ดีเอสไอตัดออก เพราะเป็นเพียงพยานแวดล้อม เนื่องจากระหว่างน้องเฌอถูกยิงเธอเข้าหลบในบ้านแล้ว จึงไม่เห็นเหตุการณ์ระหว่างถูกยิง

“เเต่มีพี่คนหนึ่งเขาเล่าลำดับเหตุการณ์ให้ฟังตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึงจุดที่น้องเฌอเสียชีวิตว่า ก่อนหน้านั้นมีการเตรียมวางล้อยางตรงแยกสามเหลี่ยมดินแดงตั้งแต่ตอนกลางคืนแล้ว พอรุ่งสางเขาอยากขยับมาที่รางน้ำ ขณะที่ทหารถัดจากตรงแยกรางน้ำไปตรงหน้าปั๊ม (ตอนเกิดเหตุเป็นปั๊มเอสโซ่ ขณะนี้เป็นปั๊มคาลเท็กซ์) ทหารขึงลวดหนามและติดป้ายเขตใช้กระสุนจริง ทางม็อบมีการจะเคลื่อนไปตรงแยกรางน้ำ จึงขนยางไป เฌอก็อาสาเข็นยางไปด้วย แต่พอเริ่มวางทหารก็ยิงมา เลยวิ่งหนีกันมาและหยุดตรงฟุตปาท ตอนนั้นเฌอนั่งคุกเข่า ถือหมวกกันน็อก พอหันศีรษะก็โดนยิง” พันธุ์ศักดิ์ เล่าวินาทีปลิดชีวิตที่ได้รับการบอกเล่าของพยานร่วมเหตุการณ์

แต่ปรากฏว่าพี่เห็นเหตุการณ์เขาก็ขอสงวนไม่ให้ปากคำกับตำรวจ ปฏิเสธจะเป็นพยานในคดี ตอนนั้นเป็นยุครัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เข้าใจแต่มาถึงรัฐบาลเพื่อไทยเขายังยืนยันไม่เป็นพยาน แต่ก็ไม่รู้จะคาดคั้นอย่างไร มันก็คงไปกดดันอะไรเขา ในส่วนดีเอสไอก็ยืนยันว่าคดีนี้มันไม่มีประจักษ์พยานให้ปากคำ ผมก็ขำมาก เพราะว่าตรงจุดที่เฌอเสียชีวิต มีคนหมอบอยู่เยอะมาก

เขาระบายความในใจต่อว่า ดีเอสไอทำตามหน้าที่ในระบบราชการในแบบที่ทุกคนต่างทราบกันดี สิ่งที่น่าผิดหวังคือ ไม่มีการเร่งรัดคดี บางครั้งโทรไปถามเจ้าหน้าที่พบว่าต้องไปตามคดีทุจริตลำไยที่ลำพูน โทรไปอีกครั้งกำลังตามเรื่องหอมแดง พันธุ์ศักดิ์ เรียกร้องว่ารัฐบาลควรตั้งคณะทำงานหรือคณะกรรมการ เพื่อดูแลคดีการเสียชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายการเมืองสามารถสั่งการได้

“เพราะสมัยอภิสิทธิ์มีการตั้ง คอป. (คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ) ยังรู้สึกว่าเขาตั้งอะไรมากกว่าด้วยซ้ำ แม้ผมไม่ชอบอภิสิทธิ์ก็ตาม เเต่คดีคนตายที่ผ่านมารัฐบาลนี้ไม่เคยพูดว่าควรมีนโยบายตั้งคณะกรรมการ หรือมีทีมทำงานที่จะสืบสางเรื่องนี้โดยเฉพาะ ที่ข้าราชการประจำไม่ต้องไปตามเรื่องลำไยที่ลำพูนหรือตามเรื่องหอมแดงที่ศรีสะเกษ เข้าใจว่าข้าราชการเขาทำหลายเรื่องอยู่แล้ว ดังนั้นรัฐบาลต้องตั้งทีมและคัดคนเข้ามาเป็นทีมเฉพาะเพื่อทำคดีให้เร็วขึ้น การโอนถ่ายข้อมูลก็จะอยู่ในคณะทำงานส่วนนี้ ไม่ใช่ให้รอตามกระบวนการข้าราชการที่ล่าช้าออกไป”

ไม่ใช่เพียงกระบวนการสืบสวนคดีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุม แต่ “พันธุ์ศักดิ์” ยังมองว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจ โดยเฉพาะประเด็นการ “นิรโทษกรรม” นั้นรัฐบาลทำให้คนเสื้อแดงผิดหวัง

“คุณให้ความหวังเขาไว้ แต่กลายเป็นว่า ขณะนี้มันไม่มีทั้งมาตรการที่เร่งรัดคดีผู้เสียชีวิต และการช่วยเหลือนักโทษการเมืองออกมา นักโทษคดีการเมืองที่ติดคุกน้อยลงเป็นเพราะเขาติดจนครบแล้วออกมา ไม่ได้มีกระบวนการที่เร่งรัดให้สิทธิเขาประกันตัว ในขณะที่แกนนำเองได้ออกเร็ว คนเสื้อแดงหลายคนเขาเริ่มเห็นเริ่มพูดแล้วว่ารัฐบาลนิ่งเฉย

ล่าสุด พันธุ์ศักดิ์ เพิ่งทราบว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ จะนิรโทษทุกคนทั้งหมดทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ผู้สั่งการ สุดท้ายมันก็กลับไปอีหรอบเดิมสมัย 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ พฤษภาทมิฬ ที่สุดท้ายคนทำผิดไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เพราะทุกคนได้รับการนิรโทษกรรม เมื่อทุกคนรู้แล้วว่าต้องมีการนิรโทษ ต่อไปหากมีการเกณฑ์ทหารออกมาเพื่อสลายการชุมนุม ฝ่ายสั่งการก็รู้แล้วว่าสั่งแค่ไหนก็ได้ ฝ่ายปฏิบัติก็พร้อมจะยิงประชาชน เพราะรู้แล้วว่าเดี๋ยวมันต้องนิรโทษกรรม ปัญหาก็คือ แล้วเราจะอยู่อย่างไร สังคมจะอยู่กันอย่างไร ถ้าคนผิดไม่ถูกลงโทษ”

“ทุกแอ็กชั่นมันบอกอยู่แล้วว่าใครคิดอะไร” พันธุ์ศักดิ์ เปรยสั้นๆ ถึงท่าทีรองนายกฯ เฉลิม ก่อนระบุถึงร่าง พ.ร.บ.ปรองดองหลายฉบับก่อนหน้านี้ว่า “...ผมอ่านทุกร่างแล้ว ลอกกันมาทั้งนั้น นำไปสู่ความเลิกแล้วต่อกัน แต่ไม่ได้นำไปสู่การพิสูจน์ทราบความจริง เพื่อนำคนผิดมาลงโทษ แม้แต่ร่างของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ถึงแม้กั๊กอยู่บ้าง แต่ถ้าไปดูจะรู้ว่าเป็นภาษาแบบนักการเมือง ไม่ได้นำไปสู่การรับประกันว่าคนผิดจะต้องถูกลงโทษ ขณะนี้ไทยไม่ได้อยู่ในบ้านเมืองสภาพที่เรียกว่าไม่มีขื่อแป แต่เป็นสภาพที่เอาขื่อแปมายกเลิกขื่อแปอีกที ถ้าสังคมเป็นแบบนี้ มันไปต่อไม่ได้ สุดท้ายมันก็เป็นการปรองดองของพวกข้างบน ส่วนข้างล่างก็ช่วยไม่ได้ คุณมารนหาที่ตายเอง คุณก็ต้องตาย!

“...สุดท้ายประชาชนก็ต้องเป็นเหยื่อทั้งหมด เพราะเขาจะไม่ยิงหัวกันเพราะเขาขัดแย้งกันหรอก แต่เขาจะลากประชาชนออกมาแล้วยิงหัวประชาชนสักสิบยี่สิบคน แล้วเขาก็จะต่อรองอะไรกัน นี่เป็นการพูดแบบกว้างๆ จริงๆ อาจไม่ง่ายขนาดนั้น แต่สุดท้ายแล้วถ้าประชาชนยังไม่ทันตัวเอง ยังไม่ตระหนักว่าแท้จริงอำนาจอยู่ในมือเรา เราก็จะตกเป็นเหยื่อ วิ่งตามสิ่งที่เขาอยากให้ทำไปเรื่อยๆ ...แต่ถ้าประชาชนเชื่อว่าตัวเอง คือ ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในกระบวนการประชาธิปไตย เราจะเข้าใจได้ว่า เสียงของเรามันมีค่า มันไม่ใช่แค่เสียงที่ไปกา แต่เป็นเสียงที่เปล่งออกมา เราต้องแปลงเดอะไซเลนซ์ ให้เป็นวอยซ์ออกมาให้ได้”

เชื่อในกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ว่าสุดท้ายอภิสิทธิ์ และสุเทพ เทือกสุบรรณ จะได้รับโทษ “ถ้าผมอยู่เปรู ผมเชื่อ แต่นี่ประเทศไทยมันคนละเรื่อง ประธานาธิบดีเปรูยังถูกข้อหา ถูกสอบสวนคดีคอร์รัปชัน ที่อเมริกาใต้ ทั้งชิลี อาร์เจนตินา ที่อเมริกาใต้เขาสางเรื่องเก่าทั้งหมด มันกลายเป็นการปฏิวัติของกระบวนการยุติธรรมและการเมืองการปกครองในแถบอเมริกาใต้ ในขณะที่บ้านเราหากจะยังคงปรองดองกันไปอย่างนี้เรื่อยๆ มันจะไม่จบ ถ้าทุกคนสบายหมด หลุดหมดทุกคน เเละที่ผ่านมาประเทศไทยมันไม่มีประวัติศาสตร์เปรียบเทียบให้เห็นว่าคนสั่งการได้รับโทษ ผมว่าจุดนี้เป็นจุดที่เหมาะสมที่เราต้องเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ผมกล้าพูดเลยว่าถ้ารัฐบาลต้องกล้าที่จะเจ็บตัว ต้องปะทะ เพื่อทำให้กระบวนการยุติธรรมปรากฏ แล้วเราจะเดินต่อไปข้างหน้าได้มากกว่าที่จะมารอวันหนึ่งแล้วต้องตายกันอีก เพราะทั้งคนลั่นไก คนที่สั่งให้ลั่นไก และคนที่วางแผนให้ลั่นไก เขารู้อยู่แล้วว่าไม่ต้องรับผิดชอบอะไร”

“ถามว่าทำไมคุณถึงกล้าเจ็บตัวเรื่องรถไฟความเร็วสูง ทั้งที่เป็นเรื่องที่ต้องรับฟังและต้องใช้เวลาพอสมควร แต่รัฐบาลสามารถผลักดันในระยะเวลาที่สั้นกว่าได้ คือ รัฐบาลกล้าที่จะเจ็บตัว แล้วสุดท้ายก็ผ่านไปได้ ไม่มีใครมาพูดเรื่องรถไฟความเร็วสูงแล้ว เพราะมันผ่านไปแล้ว ทุกคนก็ลืมไปแล้ว แต่เรื่องอื่นคุณไม่กล้าเจ็บตัวเลยใช่ไหม เรื่องคนตายคุณไม่ต้องเจ็บตัวใช่ไหม เพราะเจ็บตัวแล้วมันไม่ได้อะไรหรือเปล่า ผมไม่ได้หมายถึงการคอร์รัปชันโกงกิน แต่จะถามว่าคุณมาจากการเลือกตั้ง แต่คุณจะไม่กล้าปะทะเลย หรือจะเป็นแบบนี้ต่อไปหรือ

ที่ ยิ่งลักษณ์ นายกฯ กล่าวสปีชที่อูลันบาตอ มองโกเลีย มันก็แค่สปีช แต่มันโนแอ็กชั่น คุณจะไปบอกว่า โอ้โห นายกฯ กล้าหาญมาก แต่เขารัฐประหารมาตั้งกี่ปีแล้ว คุณเพิ่งกล้ามาพูดเรื่อง ก.ย. 2549 ผมว่าเป็นเรื่องตลกมากกว่า มันใช่เรื่องกล้าหาญ

เป็นธรรมดาที่รัฐบาลต้องมองเรื่องการหมดอายุของเขาในทางการเมือง เพียงแต่ว่าถ้ารัฐบาลมุ่งตรงนี้มากเกินไปมันก็เป็นแค่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ก็เป็นแค่นายกฯ คนหนึ่ง วันหนึ่งคนก็จำไม่ได้ว่ายิ่งลักษณ์ คือใคร แต่ถ้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์มีความกล้าหาญทางจริยธรรมพร้อมที่จะพิสูจน์ทราบความจริง วันหนึ่งเราอาจมีรัฐสตรีที่ชื่อยิ่งลักษณ์ก็ได้”

“...เป็นผู้นำมันต้องกล้าหาญกว่านายกฯ เยอะ...แต่วันนี้ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็นผู้นำ เป็นแค่นายกฯ เท่านั้น” เขาทิ้งท้ายถึงนายกฯ หญิงขวัญใจคนเสื้อเเดง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท