
โกยแล้วโยม
8...เจียรนัย อุตะมะ
ผลการนองเลือดเมื่อเกิดการปะทะระหว่างทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง เมื่อวันเสาร์ที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้ทำลายความมั่นใจบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม
ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทันทีในวันเปิดทำการของภาคธุรกิจในวันแรกหลังเหตุการณ์วานนี้ คือ นักลงทุนญี่ปุ่นเลื่อนการเซ็นสัญญาซื้อขายที่ดินที่มีกำหนดในเดือน เม.ย.และ พ.ค.นี้กับ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน อย่างไม่มีกำหนด เพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้ง
ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นดิ่งหนักถึง 28 จุด ต่างชาติขายสุทธิ 2,109 ล้านบาทจาก 2 วันก่อนที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงนั้น ขายออกสุทธิ 2,300 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่าทุนต่างชาติไหลออกเป็นวันที่สาม นับตั้งแต่มีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉิน รวม 5,000 กว่าล้านบาท
แต่เหตุการณ์วานนี้ไหลออกหนักที่สุดกว่า 2,000 ล้านบาท จากก่อนหน้านั้นไหลออกแค่วันละกว่า 1,000 ล้านบาท
ความรุนแรงของม็อบแดงที่ทำให้ภาพประเทศไทยกลายเป็น
“สงครามกลางเมือง” ทำให้วงจรไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติรอบล่าสุดใน 31 วัน ก่อนหน้านั้นที่ทะลักเข้าไทยเกือบ 6 หมื่นล้านบาท พลิกกลับมาให้กลายมาเป็นการไหลออกยิ่งการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังดำเนินต่อไป โดยไม่มีท่าทีเจรจากับฝั่งรัฐบาลโดยไม่รู้ว่าจะยาวนานเท่าใด
เลือด (เม็ดเงิน) ก็ต้องทยอยไหลออกจากประเทศไทยมากขึ้นเท่านั้น
เพราะไม่มีนักลงทุนรายใดกล้าเอาเงินมากพักไว้กับแดนมิคสัญญี
ยิ่งการบังคับใช้กฎหมายของรัฐยิ่งลากช้าออกไป ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าสถานการณ์ในช่วงนี้เท่ากับว่ารัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ สร้างความไม่มั่นใจต่อนักลงทุน เพราะไม่รู้ว่าทิศทางของประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไป
การถอยเม็ดเงินออกมาจากตลาดเพื่อประเมินสถานการณ์ให้แน่ชัดน่าจะเป็นทางเลือกที่สุ่มเสี่ยงน้อยที่สุด
ปฏิบัติการถอยแล้วโยมของทุนในระยะเวลาแค่ 3 วันนั้น เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มเท่านั้น
หากประเทศไทยถูกลดเครดิตจากสถาบันจัดอันดับที่จะทยอยเข้ามารีวิวเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจและเสถียรภาพด้านการเมืองขึ้นมาเมื่อไหร่
ภาพการ
“โกยเถอะโยม” ของเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ และเงินลงทุนโดยตรงจะฝุ่นตลบมากกว่านี้ว่ากันว่าถ้าจะดูชะตาการลงทุน เงินทุนไหลเข้าในประเทศไทยวันนี้ ให้ดูทิศทางการเมืองเป็นหลัก
การนองเลือดครั้งนี้จนถึงขณะนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 21 ราย บาดเจ็บกว่า 800 ราย ในจำนวนนี้มีนักข่าวรอยเตอร์สชาวญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยสืบหาข้อเท็จจริงจากการเสียชีวิตของนักข่าวชาวญี่ปุ่น
ถ้าจะดูการลงทุนโดยตรงว่ากระทบเพียงใด สามารถวัดได้จากยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ เบอร์หนึ่งของนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทย
ทันทีที่ธุรกิจเปิดทำการเช้าวันจันทร์ที่ 12 เม.ย. 2553
“วิบูลย์ กรมดิษฐ์” ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน ได้รับอีเมลเต็มหน้าจอคอมพิวเตอร์จากนักลงทุนหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น ขอเลื่อนการเดินทางเข้ามาเซ็นสัญญาซื้อที่ดินจำนวน 200 ไร่ ออกไปจากเดือน เม.ย.และ พ.ค.นี้ เพื่อรอดูสถานการณ์ทางการเมืองทำให้เจ้าของนิคมแห่งนี้เริ่มไม่มั่นใจว่า เป้าหมายที่เคยตั้งไว้ว่า ปีนี้ยอดขายที่ดินในนิคมจะดีกว่าปี 2552 ที่ทำได้ 254 ไร่ นั้นเป็นไปได้หรือไม่ เพราะความหลังครั้งก่อนได้ตามมาหลอกหลอน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความหวังไกลๆ อย่างที่เคยตั้งไว้เมื่อต้นปีว่า ยอดขายจะกลับไปเท่าปี 2551 ที่เคยทำได้ถึง 800900 ไร่
ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับอมตะที่เผชิญมรสุมทางการเมือง แต่ครั้งนี้เรียกว่ารุนแรงที่สุดก็ว่าได้ เพราะครั้งแรกเกิดเมื่อครึ่งหลังปี 2551 เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองยึดสนามบิน บริษัทปรับเป้าหมายยอดขายที่ดินลงครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ 1,700 ไร่เหลือ 800900 ไร่
ครั้งที่สอง ถูกกระหน่ำด้วยจลาจลสงกรานต์เดือน เม.ย. 2552 ต่อด้วยระงับโครงการมาบตาพุด ครั้งนี้หนักหน่วงเพราะช่วงขาลงยังผลให้ขาดทุนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2543 แต่เป็นการขาดทุนชั่วคราวไตรมาสเดียวในไตรมาส 2 เพราะขายที่ดินได้เพียงไร่เดียวสุดท้ายทั้งปีปิดขายได้ 254 ไร่
ปีนี้หวังว่ายอดขายนิคมจะฟื้นคืนชีพอย่างเต็มปี เพราะฟื้นตัวจากเศรษฐกิจโลกถดถอย กลับกลายเป็นถูกพิษร้ายเดิมของการเมืองซ้ำเติมเสียก่อน
ขณะที่ในตลาดหุ้นไทยเงินทุนไหลออกก็ไม่น้อยกว่ากัน วันจันทร์ที่ 12เม.ย. ดัชนีปิดลบไปเกือบ 4% หรือ 28.8 จุด ลงมาที่ 760.90 จุด หุ้นไทยถูกถล่มเป็นวันที่สาม นับตั้งแต่มีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉิน
นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า รอบนี้มีความรุนแรงและสูญเสียมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 จึงเชื่อว่าจะมีแรงขายอย่างมีนัยสำคัญ
การชุมนุมที่ยังมีต่อไปนั้น น่าจะส่งผลให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินลากยาวต่อไป
สถิติในช่วงสองปีที่ผ่านมาพบว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมักส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นหนักกว่าระดับปกติ
ประเทศไทยเคยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเดือน ก.ย. 2551 พ.ย. 2551 รวมทั้ง เม.ย. 2552 (ตามตาราง) พบว่าในช่วงดังกล่าว ตลาดหุ้นมียอดขายสุทธิค่อนข้างสูง
จึงไม่ต้องแปลกใจหากเห็นสภาพนี้แล้ว โบรกเกอร์ส่วนใหญ่แนะนำนักลงทุนให้ถอย
ภาวการณ์เช่นนี้สุ่มเสี่ยงที่อาจทำให้ประเทศถูกลดเครดิต และหากสถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าที่คาดการณ์ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยด้วย
หลายโบรกเกอร์คาดว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะประชุมในวันที่ 21 เม.ย.นี้ จะไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพราะสถานการณ์เช่นนี้คงไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรชี้นำด้วยการเพิ่มดอกเบี้ย เพื่อเพิ่มต้นทุนให้ธุรกิจ
ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นอกจากกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบกิจการในบริเวณที่มีการชุมนุม ได้แก่ กิจการร้านค้า และกิจการโรงแรม ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติ ที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย รวมถึงเศรษฐกิจในประเทศจะซบเซา ตามกำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่ลดลงไปด้วย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกดดันให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ในระยะ 3 เดือนข้างหน้าเป็นอย่างน้อย ประสบภาวะอึดอัดซึมเซา
เงินทุนใหม่ไม่ไหลเข้า เงินลงทุนในประเทศไม่ขยับเพราะความมั่นใจในเสถียรภาพทางการเมือง ทางกำลังซื้อแทบจะเป็นศูนย์นั้นบั่นทอนทุกคนในชาติไทยนี้
ทิศทางประเทศไทยจึงตกอยู่ในกำมือของนายกรัฐมนตรี นักการเมือง และกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง โดยมีชีวิตคนไทยทั้งชาติเป็นเดิมพัน







