posttoday
ข่าวสั้น

ข่าวสั้น

18 พฤษภาคม 2556

คลังแก้หนี้ ขสมก.

คลังแก้หนี้ ขสมก.

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ว่า ที่ประชุมกนร.รับทราบความคืบหน้ากรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติการจัดซื้อรถโดยสารที่ใช้เชื้อเพลิงเอ็นจีวี 3,183 คัน วงเงิน 13,162 ล้านบาท และตนหวังเห็นรถเมล์เอ็นจีวีใหม่ล็อตแรกวิ่งได้ภายในปีนี้

“ผมก็หวังจะให้มีการจัดซื้อรถเมล์ใหม่ล็อตแรกๆ เพื่อให้ได้ใช้รถใหม่จำนวนหนึ่งวิ่งให้บริการได้ในปีปฏิทินนี้ และในกรอบแนวทางของกนร. เราไม่อยากเห็นการประมูลที่เป็นการประมูลล็อตโตๆทีเดียว เพราะจะทำให้การเข้าแข่งขันถูกจำกัดให้เหลือน้อยราย”นายกิตติรัตน์กล่าว

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า พิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ที่ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม และ ขสมก. เพื่อพิจารณาทางเลือกในการลดหนี้สินคงค้างเดิมของ ขสมก.ที่มีอยู่กว่า 7 หมื่นล้านบาท โดยพิจารณาสูตรลดหนี้ 10% สูตร 20% และสูตรลดหนี้ 25% ว่าแต่ละกรณีผลกระทบจะเป็นอย่างไร แต่ทั้งนี้การลดหนี้ต้องอยู่ในเงื่อนไขการจัดซื้อรถเมล์ใหม่ การเออร์ลีรีไทร์พนักงาน การใช้บัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ และการจัดหาอู่แทนการเช่า ซึ่งซึ่งการลดหนี้จะอยู่บนพื้นฐานว่ากำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ยและค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ควรจะเป็นบวก กำไรอาจติดลบไป แต่เงินหมุนเวียนยังเป็นบวกอยู่ และหากขสมก.มีประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น ก็จะพิจารณาลดหนี้ให้อีก

“ต้องรอคณะอนุกรรมการฯได้วิเคราะห์ทางเลือกและเสนอกลับมาที่กนร.ว่า ความเห็นตรงกันที่อัตราเท่าไหร่”นายกิตติรัตน์ระบุ

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ในส่วนการกำหนดอัตราค่าโยสารถเมล์เอ็นจีวีใหม่ เป็นสิ่งที่กระทรวงคมนาคมและขสมก.ต้องพิจารณา เพราะถือเป็นเรื่องของระดับปฏิบัติการ

ไฟเขียวลงทุนใหม่ 5.5 หมื่นล้าน

นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) มีมติอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนจำนวน 11 โครงการ มูลค่าการลงทุน 5.48 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ภาวะการลงทุน 4 เดือนแรก (ม.ค.เม.ย.) ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 747 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 5.1 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 80% จากปีก่อนที่มีมูลค่าเพียง 2.83 แสนล้านบาท และทั้งนี้โครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่ป็นการขยายการลงทุนของโครงการเดิมที่ลงทุนในไทยอยู่แล้วาถึง 4.3 แสนล้าบาท สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนรายเดิมเชื่อมั่นในศักยภาพการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนของประเทศไทย ขณะที่นักลงทุนรายใหม่ก็ยังยื่นขอรับส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง

สำหรับร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ ขณะนี้อยู่ในระหว่างปรับหลักเกณฑ์รายละเอียด คาดว่าจะบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558

ของบท่าเทียบเรือตู้สินค้า

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงจะเร่งสรุปรายละเอียดโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือชายฝั่ง บริเวณท่าเทียบเรือเอ ท่าเรือแหลมฉบัง วงเงินกว่า 1,959 ล้านบาท และโครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ วงเงินกว่า 3,062 ล้านบาท เสนอให้ ครม.พิจารณาอนุมัติเร็วๆ นี้ โดยการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) จะเป็นผู้ลงทุนทั้งสองโครงการโดยประโยชน์จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางน้ำและราง คาดเปิดให้บริการได้ภายในปี 2558

ทั้งนี้ สาเหตุที่ต้องก่อสร้างท่าเทียบเรือชายฝั่ง เพราะปัจจุบันไม่มีท่าเทียบเรือชายฝั่งเฉพาะ ดังนั้น เรือชายฝั่งต้องใช้ร่วมกับท่าเทียบเรือระหว่างประเทศ เมื่อตารางเวลาเรือเทียบท่าเต็ม เรือชายฝั่งต้องรอเทียบท่า บางครั้งต้องใช้เวลารอนานถึง 7-8 วัน ขณะเดียวกันยังมีค่าใช้จ่ายในการยกขนสินค้าที่ซ้ำซ้อน จากการเคลื่อนย้ายตู้สินค้าระหว่างรอท่า โดยเมื่อมีท่าเทียบเรือชายฝั่งจะช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายได้

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมอบหมายให้บีโอไอไปพิจารณาปรับปรุงพ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน ให้เหมาะสมกับภาวะการแข่งขันในปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งไทยให้ระยะเวลายกเว้นภาษีสูงสุด 8 ปี เทียบกับประเทศอื่นๆให้มากถึง 10-15 ปี พร้อมกับทบทวนกิจการส่งเสริมการลงทุนที่มีความเป็นไปได้ให้สอดคล้องกัน

สำหรับการจัดทำยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำปรับหลักเกณฑ์รายละเอียด โดยเบื้องต้นได้กำหนดกรอบระยะเวลาของการบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 เพื่อสร้างความชัดเจนและความโปร่งใสในการดำเนินงาน รวมทั้งเพื่อให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีเวลาในการปรับตัวและวางแผนการดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้

ด้านนายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่าร่างเบื้องต้นของยุทธศาสตร์ใหม่ มีแนวทางที่จะปรับเปลี่ยนจากเดิมที่ให้ส่งเสริมเกือบทุกกิจการมาเป็นส่งเสริมแบบมีเป้าหมายชัดเจน เน้น 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ 1.กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ 2.กลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐาน 3. กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ 4. กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนและบริการด้านสิ่งแวดล้อม 5. กลุ่มธุรกิจบริการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม 6. กลุ่มเทคโนโลยีพื้นฐานขั้นสูง 7. อุตสาหกรรมอาหารและแปรรูปสินค้าเกษตร 8. อุตสาหกรรม Hospitality & Wellness 9. อุตสาหกรรมยานยนต์และอุปกรณ์ขนส่งอื่นๆ 10. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้จะมีการปรับเปลี่ยนการส่งเสริมตามเขตพื้นที่ (Zones) เป็นการส่งเสริมให้เกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาค (New Regional Clusters) สำหรับการให้สิทธิประโยชน์แก่โครงการที่ได้รับส่งเสริมภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. สิทธิประโยชน์พื้นฐาน (Basic Incentives) และ 2.สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการ (Meritbased Incentives) ซึ่งเป็นส่วนที่บีโอไอต้องการเน้นส่งเสริมให้โครงการลงทุนได้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท