
เงินเยนอ่อนค่า...ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ในช่วงที่ผ่านมาการอ่อนค่าของเงินเยนเทียบกับเงินบาทก็ได้สร้างความกังวลให้หลายฝ่ายว่าไทยจะเสียเปรียบด้านการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศหรือไม่ ซึ่งในไตรมาสแรกปีนี้ถึงปัจจุบัน (10 พ.ค. 2556) เงินเยนอ่อนลงเทียบกับเงินบาท 20% นับจากสิ้นปีก่อน โดยเป็นการอ่อนค่าลงค่อนข้างเร็วในวันที่ 4 เม.ย. 2556 เมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (QE) ชุดใหม่เป็นต้นมา
ในช่วงที่ผ่านมาการอ่อนค่าของเงินเยนเทียบกับเงินบาทก็ได้สร้างความกังวลให้หลายฝ่ายว่าไทยจะเสียเปรียบด้านการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศหรือไม่ ซึ่งในไตรมาสแรกปีนี้ถึงปัจจุบัน (10 พ.ค. 2556) เงินเยนอ่อนลงเทียบกับเงินบาท 20% นับจากสิ้นปีก่อน โดยเป็นการอ่อนค่าลงค่อนข้างเร็วในวันที่ 4 เม.ย. 2556 เมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (QE) ชุดใหม่เป็นต้นมา
บทความนี้จึงจะขอเจาะลึกเพิ่มเติมถึงผลกระทบของการอ่อนค่าของเงินเยนต่อเศรษฐกิจบ้านเราบ้าง โดยเฉพาะในด้านการค้าและการลงทุน
สำหรับด้านการค้าโดยรวมแล้ว ไทยไม่น่าจะเสียประโยชน์จากการที่เยนอ่อนมากนัก เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าจากญี่ปุ่นมากกว่าส่งออกไปญี่ปุ่น (ปี 2012 ไทยขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่น 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และไตรมาสแรกปีนี้ขาดดุลประมาณ 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ)
นอกจากนี้ ไทยไม่ได้เป็นคู่แข่งกับญี่ปุ่นโดยตรง เพราะสินค้าส่งออกของไทยและญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีความซับซ้อนของเทคโนโลยีต่างกัน แต่เรากับญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นคู่ค้ากันมากกว่า ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมากถึง 10% ของการส่งออกรวม
สินค้าที่ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นเป็นพวกสินค้าขั้นกลาง (สัดส่วนประมาณ 30% ของการส่งออกไปญี่ปุ่นรวม) ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ พลาสติกและปิโตรเลียม ซึ่งเป็นสินค้าต้นน้ำในห่วงโซ่การผลิตของญี่ปุ่น และน่าจะได้รับอานิสงส์หากญี่ปุ่นส่งออกสินค้าปลายน้ำได้มากขึ้นจากการที่เงินเยนอ่อนค่า
นอกจากนั้น สินค้าส่งออกไปญี่ปุ่นที่สำคัญอีกหมวดหนึ่ง คือ อาหารและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร (ประมาณ 28% ของการส่งออกไปญี่ปุ่นรวม) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นสินค้าจำเป็น จึงไม่น่าขึ้นอยู่กับราคา (ค่าเงิน) มากนัก
อย่างไรก็ดี สินค้าส่งออกบางประเภท เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า (สัดส่วนประมาณ 8% ของการส่งออกไปญี่ปุ่นรวม) อาจจะแข่งขันยากขึ้นกับผู้ผลิตในประเทศญี่ปุ่น เพราะไม่ใช่สินค้าจำเป็นและไม่มีความแตกต่างกันมากนักในแต่ละผู้ผลิต
ที่สำคัญคือ ไทยนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นมากเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น 20% ของมูลค่านำเข้ารวมทั้งประเทศ โดยเป็นสินค้าทุนประเภทเครื่องจักร รวมถึงวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ซึ่งมีสัดส่วนอย่างละประมาณ 40% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดจากญี่ปุ่น การอ่อนค่าของเงินเยนจะทำให้ไทยนำเข้าเครื่องจักรได้ถูกลง ช่วยลดต้นทุนการผลิตและสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของภาคธุรกิจไทย
นอกจากนี้ หากจะมองในภาพรวม การค้าขายระหว่างประเทศของไทยส่วนใหญ่ยังชำระเงินเป็นเงินเหรียญสหรัฐ โดยมีการชำระเป็นเงินเยนเพียง 6% ของมูลค่าการส่งออกของไทย ดังนั้นผลกระทบโดยตรงต่อมูลค่าการส่งออกของไทยโดยรวมไม่น่าจะมากนัก
อย่างไรก็ดี คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่เงินเยนอ่อนค่ามากขนาดนี้ย่อมมีกลุ่มผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่มีรายรับหลักเป็นเงินเยน แต่ไม่มีรายจ่ายเป็นเยน ทำให้ไม่สามารถบริหารรายรับกับรายจ่ายในสกุลเงินเยนเพื่อลดผลกระทบของค่าเงินต่อรายรับสุทธิของบริษัทได้ ผู้ส่งออกที่ไม่สามารถปรับราคาตามการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินได้ หรือผู้ส่งออกที่ไม่ได้เป็นบริษัทในเครือของบริษัทแม่ที่เป็นญี่ปุ่น
ในกรณีนี้ การอ่อนค่าของเยนจะส่งผลต่อรายรับในรูปเงินบาทอย่างมาก และอาจทำให้สัดส่วนกำไรติดลบได้ ผู้ส่งออกที่มีลักษณะเช่นนี้ส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้ส่งออกขนาดเล็ก (SMEs) ซึ่งทางการควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มนี้
สำหรับด้านการลงทุน ไทยกับญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กันมายาวนาน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นที่มาตั้งบริษัทในไทยในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งการลงทุนระยะยาวจะขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศผู้รับการลงทุนเป็นสำคัญ จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการญี่ปุ่นในประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้ พบว่าการตัดสินใจลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในต่างประเทศพิจารณาปัจจัยระยะยาวมากกว่าปัจจัยระยะสั้น โดยให้ความสำคัญกับ
(1) การรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม
(2) โครงสร้างพื้นฐานที่ดี
(3) แนวโน้มการเติบโตของตลาดผู้บริโภค รวมถึง (4) ความได้เปรียบของที่ตั้ง ซึ่งไทยมีความได้เปรียบกว่าประเทศเพื่อนบ้านในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการที่ไทยมีเครือข่ายการผลิต(production network) ที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการรวมตัวกลุ่มประเทศอาเซียนภายใต้ AEC ทำให้ไทยมีความน่าสนใจมากขึ้นในด้านการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปยังตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย
การลงทุนในหลักทรัพย์ (portfolio investment) จากญี่ปุ่นยังมีบทบาทค่อนข้างน้อยต่อเศรษฐกิจไทยเมื่อเทียบกับเงินลงทุนจากประเทศอื่น เพราะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 2 ของการลงทุนในหลักทรัพย์ไทยจากต่างประเทศทั้งหมด
อย่างไรก็ดี หลังจากญี่ปุ่นทำมาตรการการผ่อนคลายทางการเงินครั้ง
ล่าสุดเมื่อต้นเดือนเมษายน มีความเป็นไปได้ว่าเงินจากญี่ปุ่นเริ่มไหลออกไปยังประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (emerging markets) รวมถึงไทยมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่อาจจะต้องจับตามองกันต่อไปว่า การทำนโยบายของญี่ปุ่นในครั้งนี้จะมีผลต่อไทยมากน้อยเพียงใด
มาถึงตรงนี้ หลายๆ คนคงจะพอเห็นภาพว่าผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินเยนต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมในด้านการค้าและการลงทุนไม่ได้น่ากังวลมากนัก ถึงแม้บางภาคธุรกิจที่ไม่มีอำนาจต่อรองราคาและขายสินค้าที่มีคู่แข่งจากต่างประเทศเยอะก็คงถูกกระทบมากพอสมควรถ้าเงินเยนยังอ่อนต่อเนื่อง แต่ผลประโยชน์จากการที่เยนอ่อนก็คือ ธุรกิจไทยนำเข้าเครื่องจักรจากญี่ปุ่นเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตได้ในราคาที่ถูกลง คนไทยที่มีหนี้ต่างประเทศสกุลเยนก็จะได้ประโยชน์จากการที่มูลค่าหนี้สกุลเยนลดลงเมื่อแปลงเป็นเงินบาท ในส่วนของการท่องเที่ยวนั้น ค่าเงินเยนที่อ่อนไม่น่าจะทำให้คนญี่ปุ่นมาเที่ยวไทยน้อยลงเพราะคนญี่ปุ่นจะกังวลกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความปลอดภัย ภัยธรรมชาติ มากกว่า และถ้าเศรษฐกิจญี่ปุ่นกระเตื้องขึ้นจากมาตรการของรัฐ ก็อาจจะช่วยให้คนญี่ปุ่นเริ่มใช้จ่ายเงินรวมถึงท่องเที่ยวมากขึ้นอีกด้วย
สำหรับคนไทย ญี่ปุ่นน่าจะเป็นเมือท่องเที่ยวในฝันของพวกเราหลายๆ คน การที่บาทแข็งเทียบกับเงินเยนก็คงทำให้เราไปเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยในญี่ปุ่นกันได้อย่างสบายกระเป๋ามากขึ้น
ใครยังไม่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่น...ก็ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวกันนะคะ
ในกรณีนี้การอ่อนค่าของเยนจะส่งผลต่อรายรับในรูปเงินบาทอย่างมาก และอาจทำให้สัดส่วนกำไรติดลบได้ ผู้ส่งออกที่มีลักษณะเช่นนี้ส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้ส่งออกขนาดเล็ก (SMEs) ซึ่งทางการควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มนี้
สำหรับด้านการลงทุน ไทยกับญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กันมายาวนาน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นที่มาตั้งบริษัทในไทยในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งการลงทุนระยะยาวจะขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศผู้รับการลงทุนเป็นสำคัญ จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการญี่ปุ่นในประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้ พบว่าการตัดสินใจลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในต่างประเทศพิจารณาปัจจัยระยะยาวมากกว่าปัจจัยระยะสั้น โดยให้ความสำคัญกับ
(1) การรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม
(2) โครงสร้างพื้นฐานที่ดี
(3) แนวโน้มการเติบโตของตลาดผู้บริโภค รวมถึง (4) ความได้เปรียบของที่ตั้ง ซึ่งไทยมีความได้เปรียบกว่าประเทศเพื่อนบ้านในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการที่ไทยมีเครือข่ายการผลิต (Production Network) ที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการรวมตัวกลุ่มประเทศอาเซียนภายใต้ AEC ทำให้ไทยมีความน่าสนใจมากขึ้นในด้านการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปยังตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย
การลงทุนในหลักทรัพย์ (Portfolio Investment) จากญี่ปุ่นยังมีบทบาทค่อนข้างน้อยต่อเศรษฐกิจไทยเมื่อเทียบกับเงินลงทุนจากประเทศอื่น เพราะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 2 ของการลงทุนในหลักทรัพย์ไทยจากต่างประเทศทั้งหมด
อย่างไรก็ดี หลังจากญี่ปุ่นทำมาตรการการผ่อนคลายทางการเงินครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือน เม.ย. มีความเป็นไปได้ว่าเงินจากญี่ปุ่นเริ่มไหลออกไปยังประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงไทยมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่อาจจะต้องจับตามองกันต่อไปว่า การทำนโยบายของญี่ปุ่นในครั้งนี้จะมีผลต่อไทยมากน้อยเพียงใด
มาถึงตรงนี้ หลายๆ คนคงจะพอเห็นภาพว่าผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินเยนต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมในด้านการค้าและการลงทุนไม่ได้น่ากังวลมากนัก ถึงแม้บางภาคธุรกิจที่ไม่มีอำนาจต่อรองราคาและขายสินค้าที่มีคู่แข่งจากต่างประเทศเยอะ ก็คงถูกกระทบมากพอสมควรถ้าเงินเยนยังอ่อนต่อเนื่อง แต่ผลประโยชน์จากการที่เยนอ่อนก็คือ ธุรกิจไทยนำเข้าเครื่องจักรจากญี่ปุ่นเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตได้ในราคาที่ถูกลง คนไทยที่มีหนี้ต่างประเทศสกุลเยนก็จะได้ประโยชน์จากการที่มูลค่าหนี้สกุลเยนลดลงเมื่อแปลงเป็นเงินบาท ในส่วนของการท่องเที่ยวนั้น ค่าเงินเยนที่อ่อนไม่น่าจะทำให้คนญี่ปุ่นมาเที่ยวไทยน้อยลง เพราะคนญี่ปุ่นจะกังวลกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความปลอดภัย ภัยธรรมชาติมากกว่า และถ้าเศรษฐกิจญี่ปุ่นกระเตื้องขึ้นจากมาตรการของรัฐ ก็อาจจะช่วยให้คนญี่ปุ่นเริ่มใช้จ่ายเงินรวมถึงท่องเที่ยวมากขึ้นอีกด้วย
สำหรับคนไทย ญี่ปุ่นน่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวในฝันของพวกเราหลายๆ คน การที่บาทแข็งเทียบกับเงินเยนก็คงทำให้เราไปเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยในญี่ปุ่นกันได้อย่างสบายกระเป๋ามากขึ้น
ใครยังไม่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่น...ก็ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวกันนะคะ







