posttoday
ตลาดน้ำมันโลกฉาวกลไกอ่อนทุนยักษ์รวมหัว"ฮั้ว"

ตลาดน้ำมันโลกฉาวกลไกอ่อนทุนยักษ์รวมหัว"ฮั้ว"

17 พฤษภาคม 2556

เป็นประเด็นร้อนที่เรียกความสนใจได้ไม่น้อยไปกว่าเรื่องผลกระทบจากการอัดฉีดเงินเข้าระบบของชาติมหาอำนาจ

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เป็นประเด็นร้อนที่เรียกความสนใจได้ไม่น้อยไปกว่าเรื่องผลกระทบจากการอัดฉีดเงินเข้าระบบของชาติมหาอำนาจ และวิกฤตหนี้ยุโรปเลย สำหรับเรื่องข่าวฉาวเกี่ยวกับการปั่นและบิดเบือนกลไกตลาดราคาน้ำมัน ซึ่งล่าสุดทางคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (อีซี) ได้ออกมาดำเนินการสอบสวนบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ เช่น บริติช ปิโตรเลียม (บีพี) รอยัล ดัชท์ เชลล์ และสแตทออยล์ จากนอร์เวย์

อีซี ยื่นข้อหาว่าทั้งสามบริษัทสมรู้ร่วมคิดกันจงใจยื่นราคาที่บิดเบือนความเป็นจริงให้กับผู้จัดทำและประเมินราคากลางที่มีชื่อว่า “พลัทส์” (Platts) ของบริษัท แมคกราวฮิว ไฟแนนเชียล มานานกว่า 10 ปี จนส่งผลกระทบต่อการกำหนดราคาทิศทางในตลาดน้ำมันดิบทั่วโลกที่มีมูลค่ากว่า 3.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 98.6 ล้านล้านบาท) ต่อปี

อีซี ให้เหตุผลว่า การกระทำที่ส่อแววว่าจะขัดกับกฎหมายการป้องกันการผูกขาดตลาดนั้น ได้สร้างผลกระทบต่อประชาชนอย่างยิ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะแม้จะมีการบิดเบือนราคาเพียงน้อยนิด แต่ก็สามารถทำให้ราคาข้าวของสินค้าในตลาดและการบริโภคสินค้าในชีวิตประจำวันแพงขึ้นมาได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในขณะนี้เรื่องอื้อฉาวดังกล่าวจะยังต้องรอผลการสอบสวนและข้อสรุปอยู่ ขณะที่บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่ตกเป็นข่าวก็ยังปิดปากเงียบจากกรณีดังกล่าวอยู่ แต่ก็ถือเป็นการสะท้อนถึงปัญหาความโปร่งใสในระบบกลไกการกำหนดราคากลางในตลาดโดยองค์กรที่เป็นกลางขึ้นมา

เนื่องจากในช่วงกลางปีที่แล้วก็เพิ่งเกิดกรณีอื้อฉาวจากการที่ธนาคารยักษ์ใหญ่จำนวนมาก เช่น รอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์(อาร์บีเอส) ยูบีเอส และบาร์เคลย์ แอบสมคบคิดกันปั่นอัตราดอกเบี้ย “ไลบอร์” ในระหว่างปี 2005-2009 จนนำไปสู่การลงโทษและปรับเป็นเงินมหาศาลกว่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.2 หมื่นล้านบาท) มาแล้ว ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีอีกหลายธนาคาร และผู้เกี่ยวข้องอีกเป็นจำนวนมาก กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการสอบสวนของทางการสหรัฐ อังกฤษและแคนาดา อยู่

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ย “ไลบอร์” ถือว่ามีความสำคัญต่อวงการเศรษฐกิจการเงินทั่วโลกอย่างมาก เพราะเป็นตัวกลางอ้างอิงในการกำหนดอัตรากู้ยืมระหว่างธนาคาร รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำคัญทั่วโลก โดยรวมแล้วมีมูลค่ากว่า 350 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.1 หมื่นล้านล้านบาท)

“เป็นที่ชัดเจนว่า กรณีอื้อฉาวจากการกำหนดอัตราดอกเบี้ยไลบอร์ได้นำไปสู่การตั้งคำถามและสงสัยเกี่ยวกับกลไกการกำหนดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวขึ้นมา ดังนั้นกรณีการสอบสวนเกี่ยวกับการจงใจสมคบคิดกันปั่นราคาน้ำมันดังกล่าวจึงน่าจะนำไปสู่การสอบสวนเจาะลึกเหมือนเช่นที่เกิดกับกรณีของดอกเบี้ยไลบอร์”ทิโมธีร์ แม็คแอลเวอร์ นักกฎหมายด้านการป้องกันการผูกขาดตลาด จากบริษัท เดเบเวียส แอนด์ พิมตัน แอลแอลพี ระบุ

ความเห็นของนักกฎหมายต่อต้านการผูกขาดตลาดสอดรับกับทัศนะของ ฟาเดล จีอิท นักวิเคราะห์ด้านอุตสาหกรรมน้ำมัน จากบริษัท ออฟเพนเอียเมอร์ แอนด์ โค ที่ออกมาชี้ว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังเริ่มหันมาตั้งแง่และสงสัยถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการกำหนดราคาน้ำมันแล้ว เนื่องจากเห็นว่ากลไกการตรวจสอบและกฎระเบียบที่ใช้ควบคุมตลาดการกำหนดราคาน้ำมันก็มีน้อยมาก

สำหรับสาเหตุที่ทำให้กลไกการตรวจสอบการกำหนดราคาน้ำมันของพลัทส์อ่อนแอนั้น หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล ได้วิเคราะห์เอาไว้ว่าเกิดจากการที่กลไกราคาในตลาดน้ำมันดังกล่าวเป็นไปอย่างเปิดเผย และสามารถกำหนดราคาได้อย่างสมัครใจโดยบริษัทน้ำมันที่ทำการซื้อและขายในตลาดเดียวกันมากเกินไป ดังนั้นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่มีอยู่ไม่กี่เจ้าในตลาดจึงมีพลังมากพอในการเข้าไปบิดเบือนกลไกราคา จนทำให้ราคาน้ำมันไม่เป็นไปตามกลไกตลาด และไร้ซึ่งการแข่งขันกันอย่างที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้ เรื่องอื้อฉาวจากกรณีการปั่นราคาน้ำมันของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ 3 แห่ง ที่อียูเพิ่งจะออกมาดำเนินการสอบสวนนั้น ก็ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ได้เคยเกิดกรณีปัญหาในลักษณะที่คล้ายคลึงกันเกี่ยวกับการฮั้วราคามาแล้วหลายครั้ง โดยในปี 2006 อียูได้ดำเนินการสอบสวนบริษัทน้ำมันหลายแห่งเกี่ยวกับกรณีการสมคบคิดกันฮั้วราคายางมะตอย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากกระบวนการผลิตน้ำมันมาแล้ว จนนำไปสู่การสั่งลงโทษปรับเงิน 14 บริษัทน้ำมันรายใหญ่เป็นจำนวนเงินกว่า 346 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1 หมื่นล้านบาท)

ส่วนในปี 2007 คณะกรรมการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ตลาดล่วงหน้าสหรัฐก็ได้ดำเนินการสอบสวนบริษัท บีพี ในข้อหาการปั่นราคาน้ำมันในตลาด จนในที่สุดบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากแดนผู้ดีต้องยอมจ่ายค่าปรับเป็นเงินกว่า 303 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.7 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้ในปี 2009 บริษัท บีพีในสหรัฐ ก็ต้องถูกลงโทษจ่ายเงินค่าปรับเป็นจำนวนเงินกว่า 52 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,500 ล้านบาท) อีกครั้ง หลังจากถูกตรวจสอบพบว่าพยายามผูกขาดการจำหน่ายก๊าซโพรเพนผ่านท่อก๊าซในรัฐเทกซัสแต่เพียงผู้เดียว

ขณะที่ในช่วงปี 2002-2008 คณะกรรมการตลาดโภคภัณฑ์สหรัฐก็ได้ตัดสินลงโทษบริษัทน้ำมันและนักเก็งกำไรจำนวนมากที่มีส่วนในการจงใจบิดเบือนการยื่นราคากลางไปถึง 66 ราย เป็นจำนวนเงินกว่า 445 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 หมื่นล้านบาท)

ถึงกระนั้นก็ตาม ใช่ว่าปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดกลไกราคากลางของตลาดน้ำมัน พลัทส์จะไม่เป็นที่รับรู้และรับทราบมาก่อนเลยในวงการซื้อขายน้ำมัน เนื่องจากไม่กี่ปีก่อนหน้านั้นทางคณะกรรมาธิการตลาดหลักทรัพย์ระหว่างประเทศ (ไอโอเอสซีโอ) ก็ได้เปิดเผยรายงานว่า ในระบบการกำหนดราคาตลาดน้ำมันของพลัทส์ ยังมีช่องโหว่อยู่ โดยเฉพาะการที่ปล่อยให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายน้ำมันกำหนดราคาได้อย่างอิสระ พร้อมกับเสนอให้เร่งแก้ไข ทว่าด้วยผลประโยชน์ที่มีอยู่มากมายมหาศาลจากการอาศัยช่องโหว่ดังกล่าวในการสร้างความได้เปรียบในการทำธุรกิจของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ก็ทำให้การเคลื่อนไหวและผลักดันเพื่อแก้ไขจึงไม่คืบหน้าไปไหน

เพราะเป็นที่รู้กันดีในวงการค้าน้ำมันดิบว่าราคาอ้างอิงจาก “พลัทส์” นั้นไม่ได้ถูกใช้เฉพาะในวงการตลาดน้ำมันอย่างเดียวแล้ว แต่ยังรวมไปถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ทั่วโลกอีกด้วย ไล่ตั้งแต่ถุงพลาสติก ไปจนถึงชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี ซึ่งนับรวมแล้วมีมูลค่ากว่า 2.2ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 63.8 ล้านล้านบาท)

ขณะที่ โททาล บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ของยุโรป ได้เคยประเมินเอาไว้ว่า กว่า 80% ของการซื้อขายน้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์จากน้ำมันของบริษัท ล้วนใช้ดัชนีราคาของพลัทส์เป็นตัวอ้างอิง ขณะที่อีก 20% ที่เหลือนั้นได้อ้างอิงราคาจากการซื้อขายแลกเปลี่ยนในตลาดซื้อขายล่วงหน้าอย่างตลาดไนเมกซ์ของสหรัฐ และไอซีอีของอังกฤษ ดังนั้นราคาที่กำหนดโดยพลัทส์จึงเสมือนหนึ่งว่าเป็นตัวแทนของการซื้อขายน้ำมันดิบของบริษัทมากถึง 95% และเป็น 90% ของการซื้อขายผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน

ขณะที่ตัวบริษัท พลัทส์ ที่เป็นผู้จัดทำข้อมูลราคาการซื้อขายน้ำมันดิบที่มีทั้งราคาแบบวันต่อวัน และราคาการซื้อขายล่วงหน้าเอง ก็ได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาลโดยตรงจากการให้บริการด้านข้อมูล ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการทำให้กำไรของบริษัทในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเติบโตมากถึง 40% ขึ้นมาอยู่ที่ 489 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขกำไรดังกล่าวนั้นมาจากการให้บริการด้านข้อมูลตัวเลขด้านการตลาดต่างๆ อย่างเดียวก็มีการเติบโตมากถึง 17% ในปีที่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่บริษัท พลัทส์จะต้องถูกสหภาพยุโรปดำเนินการสอบสวนจากการมีส่วนรู้เห็นจากกรณีการสมคบคิดกันปั่นราคาของ 3 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ไปด้วย

ฉะนั้น ไม่ว่าผลการสอบสวนที่ออกมาเกี่ยวกับ 3 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น บีพี เชลล์ และสแตทออยล์ จะออกมาผิดหรือถูกอย่างไร แต่อย่างน้อยกรณีดังกล่าวก็สร้างความมัวหมอง และสูญสิ้นศรัทธาต่อกลไกการกำหนดราคาน้ำมันแบบเสรีขึ้นเสียแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท