posttoday
น้ำเน่า

น้ำเน่า

16 พฤษภาคม 2556

โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งรัฐบาลได้ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทมาปีกว่าแล้ว อาจเป็นเพราะค้างเติ่งมานาน น้ำจึงเริ่มเน่าเสียและโชยกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่ว

โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งรัฐบาลได้ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทมาปีกว่าแล้ว อาจเป็นเพราะค้างเติ่งมานาน น้ำจึงเริ่มเน่าเสียและโชยกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่ว

แต่เดิมผมไม่ได้สนใจติดตามเรื่องนี้ แต่เมื่อมีการเปิดประมูล และมีเสียงกระซิบเข้ามาหนาหู ผมก็อดไม่ได้ที่จะต้องลงไปค้นหาข้อเท็จจริง ซึ่งก็ได้พบสิ่งผิดปกติและความไม่ชอบมาพากลต่างๆ มากมาย ที่สำคัญๆ มีดังนี้

หนึ่ง เรื่องกรรมการลาออก ในหมู่คณะกรรมการหลายชุดที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม มีข่าวกระเส็นกระสายออกมาอย่างต่อเนื่องเรื่องกรรมการและที่ปรึกษาบางคนไม่เข้าร่วมประชุมและเตรียมจะลาออก

การไม่เข้าร่วมประชุม นอกจากจะเป็นสัญญาณของความขัดแย้งแล้ว บ่อยครั้งยังหมายถึงการหลีกเลี่ยงไม่เข้าร่วมพิจารณาและลงมติในวาระที่ไม่เห็นด้วย หรือที่คิดว่าอาจเสี่ยงต่อการกระทำผิด

ส่วนการลาออกมักจะหมายถึงความอดทนถึงที่สิ้นสุด ซึ่งอาจจะรวมทั้งหลังจากต่อรองกันแล้วหลายรอบและไม่เข้าประชุมแล้วหลายครั้ง ตลอดจนอาจเป็นสัญญาณของการประท้วงมติบางมติ หรือเป็นการประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมอีกต่อไป

แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น คือ การนำเรื่องไปร้องเรียนต่อองค์กรภายนอก เช่นในกรณีอดีตที่ปรึกษาไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้ช่วยสั่งระงับการประมูล

เรื่องนี้ไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่น่าจะเป็นการเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่า เพราะโดยปกติวิสัยของคนไทย เมื่อเห็นหมูเขาจะหาม จะไม่เอาคานเข้าไปสอด นอกจากจะทนไม่ไหว หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เท่านั้น

การฟ้องศาลปกครองจึงน่าจะเกิดจากความสำนึกในหน้าที่ ในฐานะที่ทราบความเป็นไปดีกว่าคนส่วนใหญ่ จะคาดหวังให้คนอื่นทำแทนคงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ แม้จะไม่สามารถระงับการประมูลได้ แต่ก็สมควรได้รับการยกย่อง

สอง เรื่องทีโออาร์พิสดาร กล่าวกันว่า แม้แต่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยก็ยอมรับเองว่า สิ่งที่เรียกกันว่าทีโออาร์ ซึ่งเป็นเอกสารหลักที่ใช้ในการประมูล ในความเป็นจริงไม่ใช่ทีโออาร์ แต่มีลักษณะเป็นหนังสือเชิญชวนให้มาประมูลมากกว่า

ทีโออาร์ดังกล่าวมีเพียงไม่กี่หน้า ไม่มีรายละเอียดของเนื้องาน ผู้ประมูลต้องเป็นฝ่ายตีความเอง และเสนอเองว่าจะทำงานอะไร ในราคาเท่าไร

นอกจากนี้ ระยะเวลาดำเนินโครงการซึ่งกำหนดไว้ 5 ปี ก็เป็นที่แน่ชัดว่างานบางอย่างไม่มีทางทำเสร็จภายในกำหนด เช่น การสร้างทางผันน้ำลงทะเล หรือฟลัดเวย์ เพราะยังไม่มีการกำหนดเขตทางด้วยซ้ำไป กว่าจะศึกษารายละเอียดเสร็จ กำหนดแนวเขตเสร็จ และรัฐจัดการเวนคืนที่ดินให้ เวลา 5 ปีก็อาจหมดไปแล้วโดยที่ยังไม่ทันได้ลงมือก่อสร้าง

การศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่ได้ทำ ทั้งๆ ที่อาจมีประชาชนได้รับผลกระทบนับพันนับหมื่นครอบครัว ตลอดจนอาจมีสัตว์ป่า สัตว์น้ำ และระบบนิเวศต่างๆ ที่ถูกกระทบเช่นกัน

ทีโออาร์ประหลาดพิสดารแบบนี้ สำหรับผู้ประมูลคนนอกที่ไม่ใช่พรรคพวกเดียวกัน ย่อมมีความเสี่ยงสูง เพราะไม่สามารถทราบล่วงหน้าว่าจะมีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้าง จึงไม่น่าแปลกใจที่งานส่วนใหญ่จะเหลือผู้ประมูลจริงเพียง 12 ราย

ข่าวบางกระแสบอกว่า กลุ่มที่ยื่นประมูลสัญชาติเกาหลีไม่มีบริษัทก่อสร้างของตัวเองด้วยซ้ำไป เพียงอาศัยเส้นสายที่มีเพื่อให้ได้งาน จากนั้นก็จะเหมาช่วงต่อทั้งหมด เหลือเพียงส่วนต่างหรือหัวคิวก้อนโต ที่อาจต้องแบ่งหรือจัดสรรให้นักการเมืองที่ช่วยผลักดันให้

สาม เรื่องญี่ปุ่นถอนตัว ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันยื่นซองประมูลหลายวัน โดยมีข่าวกระเส็นกระสายว่าสู้ราคากลุ่มอื่นไม่ไหวบ้าง เส้นสายทางการเมืองไม่แข็งเท่ากลุ่มอื่นบ้าง

ฟังผิวเผินเป็นเรื่องปกติธรรมดาทางธุรกิจ เมื่อประเมินว่าผลกำไรไม่คุ้มกับความเสี่ยงก็ถอยออกมา

แต่ถ้าสังเกตต่อไปจะเห็นว่า กลุ่มบริษัทที่เหลือที่เข้าร่วมประมูล ไม่มีสัญชาติยุโรปหรืออเมริกันเช่นกัน ทั้งๆ ที่วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ไม่ใช่จำนวนเล็กน้อยที่ใครๆ ก็มองข้าม

มีคนสันนิษฐานว่า ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะกฎหมายของประเทศที่พัฒนาแล้วค่อนข้างเข้มงวด และรัฐบาลของเขาเอาจริงในการห้ามธุรกิจข้ามชาติในประเทศของตนไม่ให้ไปติดสินบน หรือมีส่วนพัวพันกับการคอร์รัปชั่นในประเทศด้อยพัฒนา

มีเสียงกระซิบว่า ถ้าสามารถแอบเข้าไปดูเอกสารภายในของบริษัทญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้อง ก็จะทราบเองว่าที่เขาต้องถอนตัวเป็นเพราะได้กลิ่นอายของคอร์รัปชั่นใช่หรือไม่

สำหรับเกาหลี แม้ระดับการพัฒนาของเขาจะสูงขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว แต่มาตรฐานด้านจริยธรรมยังไล่ตามไม่ทัน จึงยังไม่มีข้อห้ามในทำนองเดียวกัน

ส่วนจีนคงไม่ต้องพูดถึง เพื่อผลกำไรเล่นได้ทุกรูปแบบอยู่แล้ว

ข้อสุดท้าย เรื่องการกู้เงิน แต่เดิมผมให้เครดิตรัฐบาลว่าอย่างน้อยก็ไม่ถึงกับสิ้นคิดด้วยการไปกู้ยืมต่างประเทศ และสร้างภาระให้กับลูกหลาน

แต่หลังจากกล่าวชมเชยรัฐบาลออกไป ก็มีคนโต้แย้งพร้อมกับอธิบายให้ฟังว่า อาจไม่ใช่เพราะความหวังดีกับประเทศชาติ แต่เป็นเพราะผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่า สถาบันอย่างเวิลด์แบงก์ หรือเอดีบี ไม่มีทางที่จะอนุมัติเงินกู้ให้ เพราะนอกจากจะไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้โดยละเอียดแล้ว โครงการส่วนใหญ่ยังมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่สถาบันเหล่านี้กำหนด หรือพูดง่ายๆ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจนั่นเอง

แต่ที่อาจจะสำคัญที่สุด สถาบันเหล่านี้ในปัจจุบันล้วนมีนโยบายและมาตรการในการต่อต้านคอร์รัปชั่นในประเทศสมาชิกที่มาขอกู้ยืมด้วยกันทั้งสิ้น

ผมขอเสนอให้รัฐบาลเอาโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท ไปขอกู้เงินจากธนาคารโลก ซึ่งเมื่อเขาอนุมัติแล้ว เราจะไม่เบิกใช้ก็ได้

ถึงจะต้องเสียค่าใช้จ่ายบ้างก็ไม่เป็นไร ถือว่าแลกกับการให้เขาช่วยกลั่นกรองแทนประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท