posttoday
เอ็นจีโออ่อนล้าเสริมอำนาจทุนฮึกเหิม

เอ็นจีโออ่อนล้าเสริมอำนาจทุนฮึกเหิม

15 พฤษภาคม 2556

ขั้นตอนการประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ยังคงเดินหน้าต่อไปตามตารางที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ขั้นตอนการประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ยังคงเดินหน้าต่อไปตามตารางที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำหนดไว้ แม้จะมีข้อสังเกตมากมายทวงถามถึงความคุ้มค่าของเม็ดเงิน ความเหมาะสมของโครงการ และการเปิดช่องให้มีการทุจริตเกิดขึ้น

ทว่า ดูเหมือนเสียงคัดค้านที่สอดแทรกออกมาเป็นระยะๆ จะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวารัฐบาล เสียงของทั้งฝ่ายค้าน สื่อมวลชน กระทั่งกลุ่มเอ็นจีโอที่เสมือนเป็น “หอกข้างแคร่” ของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้ทำให้รัฐบาลสะทกสะท้านใดๆ

โดยเฉพาะนักพัฒนาองค์กรเอกชน หรือเรียกกันติดปากว่า เอ็นจีโอ ที่เตรียมจะจัดเวทีคู่ขนานเพื่อสะท้อนปัญหาการบริหารจัดการน้ำที่ไม่มีการรับฟังข้อเสนอแนะของภาคประชาชนและนักวิชาการ ยังถูกป้ายให้เป็นเพียง “ขยะ” ที่เกะกะรกหูรกตารองนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโครงการน้ำ

แม้เอ็นจีโอยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งยื่นฟ้องศาลปกครองก็แล้ว จัดเวทีเสวนาก็แล้ว กระทั่งเตรียมตั้งเวทีคู่ขนานกับการประชุมผู้นำด้านน้ำเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-20 พ.ค.นี้ ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ แต่ดูแล้วเป็นไปได้สูงที่เสียงสะท้อนเหล่านี้จะลอยหายไปในหมอกควันเช่นเคย

ต้องยอมรับความจริงว่ารัฐบาลเสียงข้างมากคณะนี้เมินการรับฟังข้อท้วงติง มุ่งเดินหน้าโครงการเงินกู้ทั้งหลายอย่างไม่รีรอ ขณะที่พลังการคัดค้านที่เข้มแข็งเอาจริงเอาจังมาตั้งแต่ต้นในหลายเวที ระยะหลังก็กลับดูอ่อนแอ อ่อนล้า และแผ่วปลายลงไปเรื่อยๆ

อภิมหาโปรเจกต์น้ำถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่ามีการดำเนินการที่ไม่เหมาะสมนานาประการ งบประมาณจำนวนมหาศาลจะถูกละเลงเสียหายไม่คุ้มค่า เอ็นจีโอ ภาควิชาการ และภาคเอกชน ได้เกาะติดผลกระทบที่จะตามมาหลายมิติ โดยเฉพาะกลุ่มเอ็นจีโอ อาทิ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่มี ศศิน เฉลิมลาภ เป็นแกนนำ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ที่มี ศรีสุวรรณ จรรยา เป็นนายกสมาคม กลุ่มไทยฟลัด ที่นำโดย ปรเมศวร์ มินศิริ หรือมูลนิธิเพื่อบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ที่มี หาญณรงค์ เยาวเลิศ คอยรวบรวมข้อมูลก็ดี แต่ทำไปทำมาดูจะเป็นการเข็นครกไปทัดทานพลังการเมืองพรรคเพื่อไทยบนภูเขา

สภาพความอ่อนล้าการขับเคลื่อนในกลุ่มเอ็นจีโอ ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าทุนสนับสนุนหลักที่เคยหลั่งไหลมาจากต่างประเทศเริ่มเปลี่ยนทิศไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา และพม่ามากขึ้น เพราะไทยกลายเป็นประเทศที่พัฒนามากกว่า ขณะที่สองประเทศข้างต้นเริ่มเปิดรับเงินทุนและการพัฒนาจากนานาชาติมากขึ้น เม็ดเงินสนับสนุนจึงหันไปช่วยทั้งสองประเทศแทน

เอ็นจีโอส่วนใหญ่จึงหันหัวเรือไปติดตามเรื่องลุ่มน้ำนานาชาติอย่างลุ่มน้ำสาละวินและลุ่มน้ำโขงแทน เพราะได้ทุนสนับสนุนแน่นอนกว่า ง่ายกว่าการค้นคว้าวิจัยทรัพยากรและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ลุ่มน้ำชีหรือลุ่มน้ำปิง

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการเครือข่ายลุ่มน้ำที่อยู่ภายใต้กรมทรัพยากรน้ำ ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลก่อนหน้านี้คาดหวังจะใช้เป็นเครือข่ายเอ็นจีโอด้านทรัพยากรอีกแห่ง ที่จะคอยประสานพลังกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลชุดนี้ต่อ

ทั้งนี้ เนื่องจากถูกมองว่าไม่เป็นมิตรที่ดีของฝ่ายรัฐ และอยู่ภายใต้เครือข่ายของหมอประเวศ วะสี ที่เคยเป็นประธานสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์

เมื่อรัฐบาลจับรวมทั้ง 25 ลุ่มน้ำมาผูกเป็นเมกะโปรเจกต์โครงการเดียว เอ็นจีโอเหล่านี้จึงเสมือนถูกเตะสกัด เดินไม่ถูกทาง เพราะแต่ละคนแต่ละเครือข่ายต่างก็เป็นเจ้าของพื้นที่ลุ่มน้ำตัวเอง ซึ่งมีโครงการให้ดูแลแค่ปีต่อปี เพื่อให้ได้รับทุนสนับสนุนในปีต่อไป การจะร่วมกันเคลื่อนไหวในภาพรวมเป็นขบวนใหญ่ จึงมีปัญหา และขาดองค์กรนำเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนสกัดกั้นโครงการขนาดยักษ์ของรัฐบาล

ขณะเดียวกัน องค์ความรู้ในสถาบันอุดมศึกษาที่พอจะนำความรู้ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยชื่อดังต่างๆ ก็กระจัดกระจาย ไม่สามารถรวมศูนย์เพื่อคัดง้างกับทฤษฎี “ดีไซน์ แอนด์ บิวท์” ของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่มี ปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรีฝีปากกล้านั่งคุมหัวโต๊ะได้

เครือข่ายหลักในมหาวิทยาลัยที่เคยประสานร่วมกันมา ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในคณะมนุษยศาสตร์ หรือคณะสังคมศาสตร์ หรือด้านวิทยาศาสตร์ เสียมากกว่า องค์ความรู้ที่พอจะนำมาใช้เป็นข้อมูลต่อสู้จึงแทบจะเป็นศูนย์

ปัญหาสำคัญอีกประการก็คือ เมื่อการเมืองถูกผ่าขั้วเป็น 2 ซีก เป็นเหลือง เป็นแดง หรือขั้วรัฐบาล และขั้วอำมาตย์ ได้ทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในหมู่เอ็นจีโอด้วยกันเอง ต่างฝ่ายต่างหวาดระแวงว่าใครอยู่ฝ่ายใด และมีเบื้องหลังอะไรซ่อนเร้นเพื่อล้มรัฐบาลหรือไม่

การร่วมกันต่อสู้ในแต่ละครั้ง จึงเกิดความหวาดระแวงต่อกันอยู่เสมอๆ

จะว่าไปสถานการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะขณะนั้นได้มีเอ็นจีโอหลายคนผันตัวไปสวามิภักดิ์กับทุนใหญ่ฝั่งทักษิณ เออออห่อหมกไปกับนโยบายรัฐบาลไทยรักไทย

ถึงยุครัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ กระทั่งผ่านมายังรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีเอ็นจีโออีกกลุ่มเข้าไปร่วมเป็นภาคีเครือข่าย

ด้วยเหตุผลทั้งหมด ทำให้ภาพการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม การปกป้องชุมชนต่อเนื่องมาถึงโครงการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ อ่อนแอไปอย่างถนัดตา ไม่สามารถสร้างกระแสกดดันเป็นคลื่นการต่อสู่ที่ภาคประชาชนลุกขึ้นเป็นแนวร่วมได้

ทำได้อย่างมากก็เพียงการเกาะติดโครงการอย่างใกล้ชิดเท่านั้น

สถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นไปในลักษณะขาดพลังในการถ่วงดุลกลุ่มทุนมากขึ้นเป็นลำดับ อาจกล่าวได้ว่าการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในนามเอ็นจีโอทำได้ยากยิ่งขึ้น แต่ละกลุ่มแต่ละองค์กรถูกเตะตัดขาจนอ่อนเปลี้ยเสียขาไปมาก

ขณะที่อำนาจทุนดูจะฮึกเหิม กระทั่งมองการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเป็นเพียง “ขยะ”

สภาพเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในแวดวงเอ็นจีโอ แต่ในขบวนการแรงงาน การตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่น หรือเอ็นจีโอด้านสุขภาพ ก็อยู่ในสภาวะที่ไม่แตกต่างกันมากนัก นั่นก็เพราะถูกตัดตอนแหล่งทุน

ภาพการเคลื่อนไหวที่เคยเป็นความหวังในนาม “ภาคประชาสังคม” ณ เวลานี้ จึงกำลังกลายเป็นขบวนการสาละวันเตี้ยลง ต่างคนต่างทำเฉพาะเรื่องของตัวเอง

ความหมายของปากเสียงแทนประชาชนจึงอ่อนแรงลงทุกขณะ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์