posttoday
แนวทางการปฏิรูปพรรคการเมือง

แนวทางการปฏิรูปพรรคการเมือง

15 พฤษภาคม 2556

สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย ได้แก่ มูลนิธิเอเชีย สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย และสมาคมนิสิตเก่านิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนาลำดับที่ 2 “ปฏิรูปพรรคการเมือง : การสังกัดพรรค การยุบพรรค และการตอบสนองความต้องการของปวงชน” โดยสรุปสามารถสรุปประเด็นเพื่อการปฏิรูปพรรคการเมืองได้ดังนี้

สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย ได้แก่ มูลนิธิเอเชีย สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย และสมาคมนิสิตเก่านิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนาลำดับที่ 2 “ปฏิรูปพรรคการเมือง : การสังกัดพรรค การยุบพรรค และการตอบสนองความต้องการของปวงชน” โดยสรุปสามารถสรุปประเด็นเพื่อการปฏิรูปพรรคการเมืองได้ดังนี้

ส่วนที่ 1 : ความอ่อนแอของพรรคการเมืองไทย 9 ประการ

1.พรรคการเมืองไม่มีความเกาะเกี่ยวในเชิงอุดมการณ์ที่แนบแน่น เพราะปัจจุบันมีลักษณะเป็นเพียงพรรคการเมืองตามกฎหมาย แต่ขาดการเกาะเกี่ยวกันในเชิงอุดมการณ์ที่แนบแน่น

2.พรรคการเมืองไม่มี “อัตลักษณ์” คือพรรคการเมืองไม่สร้างบุคลิกลักษณะที่ชัดเจน เพื่อสะท้อนจุดยืนทางการเมือง ฉะนั้นการที่ไม่มีอัตลักษณ์ ย่อมหมายความว่าพรรคการเมืองไม่มีจุดยืนทางการเมือง

3.พรรคการเมืองไม่สามารถพัฒนาผลประโยชน์ของพรรคการเมืองเป็นผลประโยชน์ของชาติ โดยพรรคการเมืองไม่เข้าใจในเจตนารมณ์เรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ

4.พรรคการเมืองไทยไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนทางชนชั้น” เพราะทำหน้าที่สนับสนุนทุกกลุ่มรวมทั้งพรรคการเมืองมีลักษณะภูมิภาคนิยม

5.พรรคการเมืองไทยไม่มีวินัย ทำให้ในรัฐธรรมนูญต้องมีการบัญญัติไว้ว่าผู้สมัคร สส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนอย่างน้อย 90 วันก่อนการเลือกตั้ง

6.พรรคการเมืองไทยขาดการบริหารงานที่เป็นประชาธิปไตย ปัจจุบันพบว่าอำนาจส่วนใหญ่อยู่เพียงแค่บุคคลคนเดียวหรือเพียงบางกลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำพรรคเพียงบางคน

7.พรรคการเมืองอยู่ภายใต้การครอบงำของกลุ่มทุน ทำให้พรรคการเมืองมีฐานะเป็น “บรรษัททางการเมือง” มากกว่า

8.การก่อตั้งหรือยุบเลิกพรรคการเมืองไทยขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ในอดีตพบว่าเมื่อหัวหน้าพรรคการเมืองวางมือทางการเมือง พรรคการเมืองนั้นๆ ก็จะหยุดดำเนินกิจกรรมทางการเมือง

9.พรรคการเมืองไทยไม่มีกระบวนการทำให้พรรคกลายเป็นสถาบันการเมือง

ส่วนที่ 2 : แนวทางการปฏิรูปพรรคการเมือง

จากการแสดงปาฐกถา เรื่อง “แนวทางปฏิรูปพรรคการเมืองไทย” และการอภิปรายเรื่อง ปฏิรูปพรรคการเมือง : การสังกัดพรรค การยุบพรรค และการทำให้พรรคต้องตอบสนองความต้องการของปวงชน” สามารถสรุปประเด็นอันเป็นข้อเสนอแนะต่อการปฏิรูปพรรคการเมืองได้ดังนี้

1.การแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับ “พรรคการเมือง” ในรัฐธรรมนูญให้เหมาะสม โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง เนื่องจากการยุบพรรคมีเจตนารมณ์ที่ต้องการให้พรรคการเมืองเป็นนิติบุคคล และหากสมาชิกพรรคการเมืองกระทำการทุจริต หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคต้องมีส่วนรับผิดชอบ ซึ่งการบัญญัติลักษณะเช่นนี้เป็น “ยาแรง”

แต่ทั้งนี้ การบัญญัติเช่นนี้กลับไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง เพราะพรรคการเมืองส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองโดยการตั้งบุคคลอื่น ผู้ซึ่งไม่มีบทบาทอย่างแท้จริงไปเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง และนอกจากนั้นพบว่า ที่ผ่านมาพรรคการเมืองที่ถูกยุบส่วนใหญ่เกิดจากการทำผิดพระราชบัญญัติพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่เล็ก ฉะนั้นควรทบทวนสาระบัญญัติเกี่ยวกับการยุบพรรคใหม่ อาทิ การกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรค และการพิจารณาสอบสวน วินิจฉัยเรื่องการยุบพรรค เป็นต้น

กรณีของการบัญญัติว่า สส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองครอบงำและขัดกับหลัก “การเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย” จึงต้องแก้ไขโดยยกเลิกการบังคับดังกล่าว

2.พรรคการเมืองควรเกิดจากการรวมตัวโดยธรรมชาติตามพัฒนาการของสังคม และพรรคการเมืองควรทำหน้าที่ในการเป็นตัวแทนของกลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์ทางความคิดที่เหมือนกัน มีทัศนคติ มุมมองทางการเมือง และเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกัน นอกจากนี้เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของพรรคการเมืองมีข้อเสนอให้มีการเก็บเงินค่าสมาชิกพรรค เพื่อให้การเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นไปโดยความสมัครใจ มีความหมาย และความชัดเจน

3.การตรวจสอบ ควบคุมพรรคการเมือง ควรเปิดโอกาสและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ อาทิ การกำหนดที่มาของรัฐมนตรีว่าควรมาจาก สส. เพราะถือว่าผ่านการเลือกจากประชาชน และหากจำเป็นต้องมาจากคนนอก ซึ่งไม่ผ่านระบบการเลือกตั้ง ควรได้รับการรับรองจากรัฐสภา

4.การแก้ไขดัชนีการดำรงอยู่ของพรรคการเมือง โดยในปัจจุบันมีการพิจารณาการดำรงอยู่ของพรรคการเมือง โดยพิจารณาจากรายงานด้านการเงิน จำนวนของสมาชิกพรรคการเมือง และประเด็นเรื่องจำนวนสมาชิกพรรคการเมือง หากแต่ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมือง และเป็นเรื่องยากสำหรับพรรคการเมืองขนาดเล็กที่จะสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งนายทุน ดังนั้นจึงมีข้อเสนอให้พิจารณาเรื่องการดำรงอยู่ของพรรคการเมืองใหม่เพื่อให้พรรคการเมืองเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย

5.การเสริมสร้างความเข้มเข็งให้แก่ “พลเมือง” เพื่อให้พลเมืองเกิดความเข้มแข็ง และทำหน้าที่ในการคัดกรองพรรคการเมือง นักการเมือง และจะทำให้พรรคการเมืองปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการดำเนินการทางการเมืองอันเป็นหนทางสู่การพัฒนาพรรคการเมือง ทั้งนี้ในด้านการพัฒนาความเป็นพลเมืองนั้น มีข้อเสนอให้มีการพัฒนาด้านการศึกษาแก่พลเมือง โดยเน้นการให้ความสำคัญกับการให้การศึกษาทางการเมือง (Political Education) และการให้การศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นพลเมือง (Civic Education)

ทั้งหมดข้างต้นเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองไทยในปัจจุบัน และเป็นข้อเสนอบางประการจากการแสดงปาฐกถาและการอภิปราย ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับ “พรรคการเมือง” ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าจะนำประเด็นและข้อสรุปต่างๆ เหล่านี้ไปศึกษา วิเคราะห์เพิ่มเติม เพื่อให้เกิดข้อเสนอแนะที่เหมาะสมสำหรับการร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นเรื่อง “พรรคการเมือง” ต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท