posttoday
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่มูลค่าพลังงานสำรองจะสะท้อนความเสี่ยงเรื่องโลกร้อน?

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่มูลค่าพลังงานสำรองจะสะท้อนความเสี่ยงเรื่องโลกร้อน?

14 พฤษภาคม 2556

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และดูจะเป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่งหากจะจำกัดการปล่อยให้อยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโลกร้อนในอนาคต แต่ปัญหาก็คือเรามีพลังงานฟอสซิลมากเกินไป ภาครัฐและเอกชนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปรับตัวไปได้มากมายอย่างที่ตั้งใจไว้ นั่นคงเป็นเพราะมูลค่าของความเสี่ยงจากโลกร้อนยังไม่ได้ถูกคำนึงถึงในกระบวนการตัดสินใจของพวกเขา คงถึงเวลาแล้วที่มูลค่าพลังงานสำรองจะสะท้อนความเสี่ยงเรื่องโลกร้อนเพื่อกำหนดแรงจูงใจในภาคพลังงานเสียใหม่

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และดูจะเป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่งหากจะจำกัดการปล่อยให้อยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโลกร้อนในอนาคต แต่ปัญหาก็คือเรามีพลังงานฟอสซิลมากเกินไป ภาครัฐและเอกชนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปรับตัวไปได้มากมายอย่างที่ตั้งใจไว้ นั่นคงเป็นเพราะมูลค่าของความเสี่ยงจากโลกร้อนยังไม่ได้ถูกคำนึงถึงในกระบวนการตัดสินใจของพวกเขา คงถึงเวลาแล้วที่มูลค่าพลังงานสำรองจะสะท้อนความเสี่ยงเรื่องโลกร้อนเพื่อกำหนดแรงจูงใจในภาคพลังงานเสียใหม่

นักวิทยาศาสตร์ที่คอยเฝ้าสังเกตการณ์ถึงสภาพชั้นบรรยากาศโลกบนภูเขาไฟเมานาโลอาในฮาวายได้รายงานว่า ระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะทะลุขีด 400 ppm หรือ parts per million (ก๊าซ 400 ส่วนในอากาศ 1 ล้านส่วน) ภายในสัปดาห์นี้ นับเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 85 ppm ตั้งแต่เริ่มมีการตรวจวัดโดยเครื่องมือบนภูเขาไฟแห่งนี้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1958 ครั้งสุดท้ายที่ได้มีการประมาณการถึงค่าความเข้มข้นในระดับเดียวกันนี้ ต้องนับย้อนหลังไปกว่า 4 ล้านปี ตั้งแต่ยุคที่ขั้วโลกเหนือยังปกคลุมไปด้วยป่าทึบอยู่เลย

เป็นที่เข้าใจกันดีในหมู่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ว่า การสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของภาวะโลกร้อน และหากจะป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนที่รุนแรงเกินไป จำเป็นที่จะต้องควบคุมความเข้มข้นของก๊าซชนิดนี้ไม่ให้สูงเกินไปกว่า 450 ppm พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราจะต้องเริ่มชะลอการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศอย่างเร่งด่วนที่สุดเท่าที่จะทำได้ และจะต้องหยุดการปล่อยก๊าซชนิดนี้โดยสิ้นเชิงภายใน 60 ปีข้างหน้า เปรียบเทียบง่ายๆ เราเหลือคาร์บอนที่สามารถปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศได้อีกเพียง 1 ล้านล้านตันเท่านั้น เทียบกับตัวเลขการปล่อยที่กว่า 3 หมื่นล้านตันต่อปีในปัจจุบัน ดูจะเป็นขีดจำกัดที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง

แต่หากว่าเรายังคงเดินหน้าปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไปอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นที่จะแตะขีดดังกล่าวภายใน 25 ปีข้างหน้าอย่างค่อนข้างแน่นอน ส่วนผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากโลกร้อนนั้นก็ได้มีการพูดถึงกันไปบ้างพอสมควรแล้วในช่วงหลังๆ นี้ ผมจะไม่กล่าวถึงประเด็นนี้อีก นอกจากจะเน้นย้ำต่อกลุ่มคนที่ไม่เชื่อเรื่องโลกร้อนว่า เราอาจมองเรื่องนี้ได้จากทฤษฎีความเสี่ยงและความน่าจะเป็น เช่น สมมติว่ามีความเป็นไปได้เพียงน้อยนิดว่าปัญหาโลกร้อนเกิดจากฝีมือมนุษย์ แต่ถ้าหากมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อมนุษยชาติที่รุนแรง ยังไงเสียมันก็คงคุ้มค่าแน่ๆ ที่จะลงทุนในการจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงดังกล่าวที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

แต่วันนี้ผมอยากจะชวนพูดถึงอีกประเด็นหนึ่งมากกว่า ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างโลกร้อนและปริมาณสำรองพลังงาน องค์การพลังงานระหว่างประเทศได้ประเมินไว้ว่า ปริมาณสำรองของถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ทั่วโลกที่ได้มีการพิสูจน์แล้วมีปริมาณรวมกันทั้งสิ้น (เมื่อเทียบเท่ากับหน่วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) เกือบ 3 ล้านล้านตัน นั่นหมายความว่า หากบริษัทพลังงานทั่วโลกหยุดทำการสำรวจเพื่อหาแหล่งพลังงานใหม่ในวันนี้ และผลิตเพียงเฉพาะในส่วนที่ได้รับการพิสูจน์ไว้แล้ว ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกปล่อยสู่บรรยากาศมากกว่าระดับที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนถึง 3 เท่า

ประมาณ 2 ใน 3 ของจำนวนพลังงานสำรองทั้งหมดอยู่ในมือของบริษัทพลังงานที่เป็นของรัฐ อย่างเช่น ซาอุดีอารามโก PDVSA (ในเวเนซุเอลา) ปิโตรไชน่า เป็นต้น รัฐวิสาหกิจเหล่านี้ทำหน้าที่หลักในการเป็นแขนขาของรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาเสียเป็นส่วนใหญ่ หากพวกเขามีพลังงานสำรองที่มากเกินกว่าความต้องการภายในประเทศ รายได้จากการส่งออกพลังงานก็มักจะเป็นรายได้หลักเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ดังที่เห็นได้จากประเทศในตะวันออกกลางและอเมริกาใต้ แต่ถ้าหากประเทศใดในนี้มีพลังงานสำรองที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการภายใน เช่น จีน รัฐวิสาหกิจอย่างปิโตรไชน่าก็มักจะไปลงทุนในพื้นที่ใหม่ๆ เช่น ในแอฟริกา เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่อุตสาหกรรมภายในประเทศ ดังนั้น การจะหวังให้บริษัทพลังงานเหล่านี้ไม่นำพลังงานสำรองของตนมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศนั้นคงเป็นไปได้ยาก นอกเสียจากว่าพวกเขาจะพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานทดแทนมาชดเชยพลังงานดั้งเดิมที่มีอยู่ ซึ่งก็คงเป็นไปได้ยากอีกเช่นกัน หากขาดความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ติดตามการประชุมของประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี คุณคงรับรู้ถึงความยากที่กล่าวนี้เป็นอย่างดี

ส่วนปริมาณพลังงานสำรองอีก 1 ใน 3 อยู่ในมือของบริษัทพลังงานที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อย่างเช่น เชลล์ เชฟรอน ผมไม่แน่ใจว่า ปตท. ควรจะถูกรวมไว้ในกลุ่มนี้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม พลังงานสำรองที่พวกเขาถืออยู่นี้ได้มาจากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ และนักลงทุนที่ซื้อหุ้นของพวกเขาก็คาดหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของมูลค่าหุ้นที่สูงขึ้นหรือเงินปันผล ซึ่งจะได้ก็ต่อเมื่อบริษัทได้แปรรูปพลังงานเหล่านั้นให้เป็นตัวเงินเสียก่อน นั่นหมายความว่า มูลค่าของบริษัทพลังงานที่นักลงทุนตีค่าในปัจจุบันนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานสำรองที่พวกเขามี พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ยิ่งบริษัทถือสินทรัพย์ในรูปของพลังงานสำรองไว้มากเท่าใด มูลค่าหุ้นของบริษัทนั้นก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น ประเด็นสำคัญก็คือ ผู้ซื้อหุ้นของบริษัทพลังงานในตลาดหลักทรัพย์ มีความคาดหมายว่าพลังงานสำรองของบริษัทจะสามารถนำไปแปรรูปเป็นรายได้ในอนาคตได้ทั้งหมด นี่คือสาเหตุหลักที่บริษัทพลังงานจำต้องลงทุนสำรวจอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้สัดส่วนการหาปริมาณสํารองทดแทนปริมาณที่ผลิต (Reserve Replacement Ratio; RRR) ลดลง ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าหุ้นของบริษัทลดลงไปด้วย

แต่อะไรจะเกิดขึ้น หากบริษัทพลังงานเหล่านั้นไม่สามารถนำพลังงานสำรองที่มีอยู่ไปแปรรูปได้ทั้งหมด อาจจะด้วยเหตุผลของการจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ให้เกิน 1 ล้านล้านตัน เพื่อไม่ให้ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกชนิดนี้ทะลุขีด 450 ppm ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เป็นไปได้ไหมว่ามีฟองสบู่ก้อนมหึมากำลังก่อตัวอยู่ในมูลค่าของบริษัทเหล่านั้น และน่าสนใจว่าฟองสบู่ก้อนนี้จะแตกลงเมื่อใด

ถึงแม้ว่าในขณะนี้นักลงทุนจะยังไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงเรื่องโลกร้อนมากนักเมื่อตัดสินใจซื้อหุ้นของบริษัทพลังงานในตลาดหลักทรัพย์ แต่ความกังวลในเรื่องนี้ก็เริ่มมีให้เห็นบ้างแล้ว เมื่องานวิจัยล่าสุดจากความร่วมมือระหว่างหน่วยติดตามคาร์บอน (Carbon Tracker) และวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (London School of Economics) ได้เสนอแนะให้หน่วยงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์เริ่มกำหนดให้บริษัทพลังงานต้องเปิดเผยถึงตัวเลขปริมาณคาร์บอนที่อยู่ในพลังงานสำรองของตน รวมทั้งเสนอให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือประเมินสถานะของบริษัทเหล่านั้นเสียใหม่โดยคำนึงถึงปริมาณคาร์บอนที่พวกเขามี ทั้งนี้ก็เพื่อจะส่งสัญญาณให้นักลงทุนซื้อหุ้นโดยคำนึงถึงความเสี่ยงเรื่องโลกร้อน ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการกำหนดแรงจูงใจให้แก่บริษัทพลังงานในการปรับทิศทางพัฒนาธุรกิจเสียใหม่โดยไม่ต้องพึ่งตัวเลข RRR ในการรักษามูลค่าหุ้นของตน ข้อเสนอนี้เป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้นักลงทุนต้องสูญเงินจากพลังงานสำรองที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ เช่นเดียวกับที่นักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นักต่อนักต้องสูญเงินมาแล้วจากการเก็งกำไรในที่ดินที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์

แต่ทั้งหมดนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากเราไม่เชื่อเรื่องโลกร้อน และไม่คิดที่จะกระทำการใดๆ เพื่อประกันความเสี่ยงของมนุษยชาติที่อาจจะเกิดจากปัญหาโลกร้อน ไม่ว่าโอกาสที่จะเกิดผลกระทบจะมีมากมายมหาศาลหรือมีความเป็นไปได้เพียงน้อยนิดเพียงใดก็ตาม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท