
เร่งเอเชียงัดแผนสู้ค่าเงินแข็งมุ่งชะลอทุนนอกทะลัก
ตกอยู่ในสภาพจำยอมชนิดแทบจะหมดหนทางปฏิเสธใดๆ เมื่อกระแสทุนร้อนซึ่งเกิดจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินขนานใหญ่ของ 3 ชาติ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ตกอยู่ในสภาพจำยอมชนิดแทบจะหมดหนทางปฏิเสธใดๆ เมื่อกระแสทุนร้อนซึ่งเกิดจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินขนานใหญ่ของ 3 ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่าง สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ไหลทะลักเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง
เหตุเพราะในขณะที่เศรษฐกิจของภูมิภาคอื่นๆ เผชิญหน้ากับสภาวะซบเซาหรือเลวร้ายหนักถึงขั้นถดถอย ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียกลับขยับขยายเติบโตได้ค่อนข้างดีและมีเสถียรภาพ จนดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกซึ่งกำลังแสวงหาแหล่งทำเงินแห่งใหม่ๆ อาศัยโอกาสที่มีสภาพคล่องล้นระบบ แห่เข้ามาเก็งกำไรโกยเงินเข้ากระเป๋า
กระทั่งทำให้การแข็งค่าของสกุลเงินต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแห่งนี้กลายเป็นสถานการณ์ที่ไม่ว่าจะพยายามหลบเลี่ยงอย่างไรก็ไม่สามารถหลีกหนีได้อีกต่อไป และต้องเผชิญหน้าอยู่ดี
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ในเอเชียจะเริ่มงัดสารพัดมาตรการออกมาปลุกปล้ำรับมือกับกระแสเงินต่างชาติมหาศาลที่กำลังท่วมระบบการเงินของภูมิภาคอยู่ในขณะนี้
ทั้งนี้ ข้อมูลการไหลเวียนของกระแสเงินทุนโลกของเวิลด์แบงก์ในเดือน เม.ย. ระบุชัดว่า เงินทุนส่วนใหญ่ได้แห่เข้ามายังภูมิภาคเอเชียมากขึ้น โดยขณะนี้ ตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มีเงินทุนไหลเข้าเพิ่มขึ้นแล้ว 42% หรือ 6.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่จัดอยู่ในระดับขยะ (จังก์ บอนด์) หรือประเภทความเสี่ยงสูงและผลตอบแทนสูง ปรับตัวลดลงแล้ว 5% ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากนักลงทุนเข้าไปลงทุนในตลาดดังกล่าว ทำให้ราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้น
สอดคล้องกับรายงานจากอีพีเอฟอาร์ โกลบอล ที่แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนได้เพิ่มเงินเข้ามาลงทุนในกองทุนรวมในตลาดตราสารหนี้ของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียแล้วเกือบ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกัน การที่บรรดาธนาคารกลางในเอเชียเริ่มเพิ่มปริมาณทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากขึ้น ยังนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่ามีปริมาณเงินมหาศาลไหลเข้ามาเอเชีย โดยเวิลด์แบงก์ ระบุว่า ธนาคารกลางเหล่านี้ อาศัยจังหวะที่มีเงินไหลเข้ามามากขึ้นในภูมิภาคเพิ่มทุนสำรองของตนเอง
ยืนยันได้จากข้อมูลปริมาณทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียภายในปีนี้ได้เพิ่มไปแล้วถึง 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ยอดรวมทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียพุ่งเกือบถึง 4.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ หากมองในแง่ดี การที่เอเชียสามารถดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในภูมิภาคย่อมนับเป็นเรื่องดีต่อการขยับขยายการเติบโตภายใน กระนั้นในทางกลับกัน การไหลทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็วจะส่งผลให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆ ปรับตัวแข็งค่ามากขึ้นจนบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าในตลาดโลกได้เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เหล่านักวิเคราะห์ตลอดจนบรรดารัฐบาลในหลายประเทศยังตั้งข้อสังเกตด้วยความกังวลอีกว่า เงินที่ไหลพรวดเข้าท่วมอย่างรวดเร็ว มีแนวโน้มจะออกไปเร็วเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลต่อเสถียรภาพของภาคธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ และตลาดการเงินภายในประเทศ
ความเป็นไปได้ข้างต้น ส่งผลให้ธนาคารกลางในเอเชียตัดสินใจเข้าแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างคึกคัก โดยนโยบายที่ใช้กันอย่างแพร่หลายก็คือ การประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยนั่นเอง
เริ่มต้นที่ ธนาคารกลางออสเตรเลีย (อาร์บีเอ) ประกาศหั่นอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% มาอยู่ที่ 2.75% เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2555 และเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตามด้วย ธนาคารกลางเกาหลีใต้ ที่ประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน อีก 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยจากเดิมที่ 2.75% ลดลงมาอยู่ที่ 2.5% ภายหลังค่าเงินวอนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเยน จนกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันด้านราคาของภาคส่งออกที่ต้องแข่งขันอย่างดุเดือดกับญี่ปุ่น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยอดการส่งออกอยู่ในช่วงขาลงอยู่แล้วจากความต้องการบริโภคของตลาดที่ลดลง
ยังไม่นับรวมถึง จีน และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ที่ออกมาตรการสกัดค่าเงินแข็งด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยก่อนหน้านี้
ขณะที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียต่างเริ่มทยอยส่งสัญญาณสกัดการแข็งค่าของค่าเงินอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ไทย ที่ธนาคารกลางเพิ่งจะยอมรับว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นไม่ได้เป็นผลมาจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมให้คำมั่นว่าจะพิจารณามาตรการควบคุมค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2540 หรือฟิลิปปินส์ ซึ่งเพิ่งจะตัดลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากบางส่วนลง
กระนั้น แม้จะเป็นมาตรการตอบสนองที่ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักยอมรับว่าเหมาะสมในการรับมือกับการแข็งค่าของค่าเงินที่เกิดจากการเก็งกำไร แต่ผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่ง รวมถึง สตีเฟน ชวอทซ์ นักเศรษฐศาสตร์จากบีบีอีเอในฮ่องกง กลับเห็นว่ามาตรการดังกล่าวสำหรับบางประเทศอาจเสี่ยงต่อการผลักดันให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปจนเกิดฟองสบู่ในสินทรัพย์ในที่สุด
บรรดานักวิเคราะห์อธิบายว่า ผลกระทบของการเข้ามาของทุนนอกในเอเชียไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัว ซึ่งหมายความว่า แต่ละประเทศอาจส่งผลต่างกัน เช่น ขณะที่ไทยและเกาหลีใต้ปวดหัวกับค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น ค่าเงินของอินเดียและอินโดนีเซียกลับไม่มีผลใดๆ หรือกรณีของจีนที่บรรดาบริษัทในประเทศแห่เทขายเงินหยวนเพื่อซื้อเงินเหรียญสหรัฐ โดยส่วนใหญ่เก็งกันไว้ว่าค่าเงินหยวนจะแข็งค่ามากขึ้นกว่าปัจจุบัน
ดังนั้น ด้วยความแตกต่างข้างต้น มาตรการลดดอกเบี้ยจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จหรือทางออกสำหรับจัดการการแข็งค่าของค่าเงินเสมอไป
ยิ่งในสถานการณ์ที่ธนาคารกลางของประเทศเสาหลักเศรษฐกิจโลกอย่าง ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยังคงมาตรการอัดฉีดแบบไม่มีกำหนดเลิก จนทำให้แนวโน้มการแข็งค่าของค่าเงินจะยังคงอยู่ต่อไป ก็ยิ่งทำให้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเห็นว่า รัฐบาลในเอเชียจำเป็นต้องหามาตรการรับมืออื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย
ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์ ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของประเทศในเอเชียที่นำหลายๆ มาตรการมาใช้รับมือ โดยรวมถึงการเอื้อให้คนภายในประเทศนำเงินสกุลเปโซออกนอกประเทศได้ง่ายขึ้น หรือการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสำหรับธนาคารที่มีการทำธุรกิจข้ามพรมแดน
ขณะที่ ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ ประกาศแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อวันที่ 9 พ.ค. ด้วยการเทขายเงินเหรียญนิวซีแลนด์ในตลาดเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 28 ปี หลังค่าเงินเหรียญนิวซีแลนด์แข็งแตะระดับสูงสุดในรอบ 20 เดือน ที่ 1 เหรียญนิวซีแลนด์ ต่อ 0.8676 เหรียญสหรัฐ เมื่อเดือน เม.ย. กระทบต่อผู้ส่งออกและเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มฟื้นตัวจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมืองไครสต์เชิร์ชเมื่อ 2 ปีที่แล้ว รวมถึงสะท้อนความวิตกว่ากระแสเงินที่ไหลบ่าเข้ามาจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ
ด้านสำนักปริวรรตเงินตราแห่งชาติจีน เสนอมาตรการจำกัดการปล่อยกู้เงินเหรียญสหรัฐของธนาคารให้ภาคธุรกิจเป็นครั้งแรก เพื่อพยายามสกัดทุนร้อนไหลเข้าประเทศ หลังอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนต่อเหรียญสหรัฐแข็งค่าถึง 1% แล้วในปีนี้ ขณะที่บริษัทหลายรายเริ่มเก็งกำไรค่าเงินหยวน โดยขอกู้เงินเหรียญสหรัฐมาแลกเป็นเงินหยวน เพื่อซื้อสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปเงินหยวน เพื่อรอให้เงินหยวนแข็งค่ามากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างออกโรงเตือนว่า ถึงจะใช้มาตรการมากมายเพียงใด รัฐบาลในภูมิภาคเอเชียยังคงจำเป็นที่จะต้องเผื่อใจยอมรับให้ได้ว่ามาตรการที่นำมาใช้นั้นอาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่หวังไว้เสมอไป
ตัวอย่างเช่น กรณีของออสเตรเลีย ที่ประกาศหั่นอัตราดอกเบี้ยแล้ว 7 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2554 แต่ค่าเงินเหรียญออสเตรเลียในช่วงดังกล่าวจนถึงขณะนี้กลับลดลงเพียง 2 เซนต์ เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐเท่านั้น
กระนั้น แม้ไม่อาจสามารถจัดการห้ามหรือสกัดเงินทุนต่างชาติไม่ให้ไหลเข้ามาเก็งกำไรได้ชะงัด 100% แต่อย่างน้อยที่สุด การประยุกต์ใช้หลายๆ มาตรการรับมือเข้าไว้ด้วยกันก็จะช่วยชะลอการเข้ามาของทุนนอกได้ เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการปรับตัวหรือลดทอนความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด







