
"ยกเครื่อง" เดิมพันอนาคต ปชป.
ความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งต่อเนื่องยาวนานถึง 21 ปี เป็นโจทย์ที่ “ประชาธิปัตย์” ยังแก้ไม่ตก แม้จะก้าวข้ามทศวรรษใหม่
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งต่อเนื่องยาวนานถึง 21 ปี เป็นโจทย์ที่ “ประชาธิปัตย์” ยังแก้ไม่ตก แม้จะก้าวข้ามทศวรรษใหม่ หรือผลัดใบกันไปหลายรอบ ปรับเปลี่ยนผู้บริหารหลายชุด แต่ก็ยังอาจก้าวไปไม่ถึงชัยชนะ
ยิ่งในวันที่การเมืองกำลังก้าวเข้าสู่การต่อสู้ระหว่าง 2 ขั้วชัดเจน ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้พรรคเก่าแก่ 67 ปี ต้องกลับมาทบทวนตัวเองยกใหญ่ เมื่อพรรคการเมืองคิดใหม่ ทำใหม่ กำลังกระโดดแซงหน้าครองใจฐานเสียงรากหญ้าแบบถล่มทลายอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ฐานเสียงประชาธิปัตย์สะท้อนผ่านคะแนนบัญชีรายชื่อตั้งแต่ปี 2548 ที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค เคยอยู่ที่7 ล้านเสียง แม้เพิ่มขึ้นมากว่า 11 ล้านเสียงในการเลือกตั้งล่าสุด แต่ก็ยังไม่อาจตามทัน “เพื่อไทย” ที่ความนิยมยังอยู่ที่ 14 ล้านเสียง
ปรากฏการณ์ที่น่าเป็นห่วงของ “ประชาธิปัตย์” สะท้อนให้เห็นชัดเจนอีกครั้งผ่านการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ผ่านมา
เมื่อชัยชนะแบบหวาดเสียวของประชาธิปัตย์มาจากคนกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นฐานเสียงสำคัญของประชาธิปัตย์ จำนวนไม่น้อยต้องยอมจำใจเลือก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าฯ กทม อีกครั้ง ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อไม่ต้องการให้ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ไม่ใช่เพราะนิยมชมชอบในตัวผู้สมัครหรือผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา
แต่แน่นอนว่า “โมเดล” นี้ย่อมไม่สามารถนำเอาไปใช้ในสนามเลือกตั้งใหญ่ได้อีกรอบ ยิ่งในวันที่ “ตัวจริง” จากบ้านเลขที่ 111และ 109 กำลังจะหวนกลับสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัว
พิมพ์เขียวปฏิรูปพรรคที่ “อลงกรณ์ พลบุตร” รองหัวหน้าพรรคภาคกลาง เสนอต่อที่ประชุมกรรมการบริหารวานนี้ ให้ยกเครื่อง ปรับโครงสร้างการบริหาร วัฒนธรรมของพรรค จึงเป็นที่จับตาว่าจะได้รับการขานรับ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด
เริ่มตั้งแต่ในส่วนของโครงสร้างที่จะเพิ่ม สำนักงานวิจัยและพัฒนา สำนักงานกิจการสาขาและสมาชิกพรรค สำนักงานกิจการยุวประชาธิปัตย์และสตรี โดยเฉพาะสำนักกิจการสาขาพรรคที่จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างพรรคกับพื้นที่ให้แนบแน่นกว่าที่เป็นอยู่ รวมไปถึงกลไกที่กำหนดการจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ และส่งผลการดำเนินการให้ส่วนกลางประเมินผลความคืบหน้า
รวมไปถึงการปรับโครงสร้างสำนักงานภูมิภาคที่จะแบ่งเป็นโซน สำนักงานเขตเลือกตั้ง ศูนย์ประชาธิปัตย์ตำบลและอำเภอ
เมื่อผ่าน “จุดแข็ง” เรื่องโครงสร้างที่จะดำเนินการอะไรแต่ละเรื่อง ย่อมต้องผ่านการคัดกรองในหลายระดับชั้นกว่าจะขึ้นมาสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบของกรรมการบริหารพรรค และที่ประชุม สส.พรรค อำนาจการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง
แต่มาในยุคนี้การที่การตัดสินใจต้องปรับเปลี่ยนรวดเร็วตามพลวัตการเมือง กลไกการพิจารณาในบางเรื่องอาจต้องกระชับ ลดทอนขั้นตอนเพื่อให้กระชับฉับไวขึ้น พร้อมกระจายอำนาจการตัดสินใจไปยังพื้นที่ให้มากขึ้น
ส่วนประเด็นเรื่องที่คนทำงานกระจุกตัวอยู่ในวงจำกัดเพียงไม่กี่คนนั้น พิมพ์เขียวนี้จะเปิดให้นักบริหารมืออาชีพเข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงการจัดการองค์กรในระดับสำนักงานใหญ่และภูมิภาค แบ่งเป็นบริหารการเมือง พร้อมดึงอดีตนายกฯ อดีตรัฐมนตรี สส.อาวุโส ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบนโยบายหรือการบริหารงานของรัฐบาล
ไม่แปลกที่ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์วานนี้จะใช้เวลาถกเถียงกันยาวนาน เพราะนอกจากข้อเสนอของ “อลงกรณ์” ที่นำเสนอต่อที่ประชุมแล้ว ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในรายละเอียดแล้ว ก็ยังมีการพิจารณาข้อเสนออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น “พิมพ์เขียวประเทศไทย” ที่ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” รองหัวหน้าพรรค เคยทำไว้เป็นแนวทางก่อนหน้านี้
ทว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของความพยายาม “ยกเครื่อง” ประชาธิปัตย์ เมื่อที่ผ่านมาหลังแพ้การเลือกตั้ง คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำบทวิจัยสรุปบทเรียนความพ่ายแพ้พร้อมแนวทางการพัฒนา แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้
ต่างจากครั้งนี้ที่กระแสตื่นตัวภายในประชาธิปัตย์ที่เรียกร้องให้ยกเครื่องอย่างจริงจัง ดูจะได้รับการขานรับจากสมาชิก และแกนนำภายในพรรคอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด
สุดท้ายคงต้องรอดูว่าแนวคิดนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยแค่ไหน และจะสามารถก้าวพ้นกรอบการเมืองเดิมๆ กลายเป็นพรรคการเมืองที่คาดหวังของสังคมในการเลือกตั้งครั้งหน้าที่ไม่รู้จะมาถึงเมื่อไหร่ได้หรือไม่







