
ทุบป้ายโรงเรียนของหนู
เพียงขอน้ำไหลไฟสว่าง ให้คนเหล่านี้สัญจรอย่างปลอดภัยได้มีอุปกรณ์ทางการศึกษาโดยไม่จำเป็นต้องแพงเวอร์
โดย....ขำ เคืองใจ
“....โรงเรียนมีครูหนึ่งคน ครูผู้เสียสละตน อดทนอยู่ห่างไกลความสบาย
ใช่จะวอนให้เห็นใจ ความสำนึกต่อเพื่อนไทย ไทยกับไทยใยแตกต่างกัน
โรงเรียนของหนู อยู่ไกลไกล๊ไกล อยากให้คุณคุณหันมอง โรงเรียนของหนู”
ท่อนหนึ่งในบทเพลงอมตะ “โรงเรียนของหนู” ของศิลปินเพื่อชีวิต พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ที่ถ่ายทอดออกมาจนเห็นภาพ โรงเรียนขนาดเล็กในถิ่นทุรกันดาร ที่อยากให้หลายคนหันมามองและช่วยเหลือ...
พงษ์สิทธิ์ สื่อสารไว้ในหลายปีดีดัก ส่วนวันนี้ “พงศ์” เหมือนกัน แต่เป็น พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ศึกษาธิการ ได้หันมามองตามที่พงษ์สิทธิ์เอื้อนเอ่ย เพียงแต่ช่วยเหลืออีกแบบในฐานะคนเป็นรัฐมนตรี ด้วยการ “สั่งยุบโรงเรียนของหนู”
นี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกเพราะมีความพยายามมาหลายปีแล้วในการทยอยยุบโรงเรียนขนาดเล็ก โดยยึดเกณฑ์โรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน ควรปลดป้ายและย้ายไปรวมกับโรงเรียนขนาดใหญ่
พงศ์เทพ ประกาศยุบโรงเรียนขนาดเล็กหมื่นสี่พันกว่าแห่ง ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ด้วยการอ้างว่าขาดคุณภาพทางการศึกษา อีกทั้งจะได้ประหยัดงบในการสนับสนุน
เรื่องนี้ มีทั้งผลดีผลเสีย ใคร่ครวญพิจารณา
ไม่ทันไร สวนดุสิตโพลล์นำเสนอผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้ปกครอง กรณีกระทรวงศึกษาธิการมีแนวคิดยุบรวมโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กทั่วประเทศเพื่อประหยัดงบประมาณ โดยผู้ปกครองไม่เห็นด้วยกรณีดังกล่าว 60 เปอร์เซ็นต์ ให้เหตุผลว่า แนวคิดดังกล่าว จะส่งผลกระทบหลายด้านต่อนักเรียน ครู และผู้ปกครอง เช่น ต้องปรับตัวกับการเดินทาง ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ฯลฯ
พลิกปูมพงศ์เทพเคยเป็นอดีตผู้พิพากษาอาจช่ำชองข้อกฎหมายกระบวนการยุติธรรม ไม่แปลกจึงร่วมคณะยำร่างรัฐธรรมนูญและร่วมทีมกฎหมายสู้คดีพระวิหารต่อศาลโลก แต่กับการมาเป็นเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการ ชักไม่แน่ใจว่าพงศ์เทพให้ความสำคัญต่อการศึกษาเหมือนกับความกระเหี้ยนกระหือรือแก้รัฐธรรมนูญเพื่อนายใหญ่หรือไม่
ผลงานจึงได้ออกมาด้วยการอยากยุบโรงเรียนขนาดเล็ก เอาจริงเอาจังกับการปฏิวัติทรงผมนักเรียน หรือแม้แต่รับลูกจัดซื้อแท็บเล็ตแจกเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 จนกลายเป็นวิชาฝึกจีบนิ้วลากหน้าจอไปมา ก่อนเป็นซากวัตถุโบราณส่งมอบให้เด็กเมื่อจบ ป.3 เอาไว้ทิ้งขยะหลังบ้าน ซึ่งมันก็หาใช่การเข้าถึงแก่นแท้การศึกษาอย่างแท้จริง แต่เป็นมรดกบาป สืบทอดต่อๆ กันไป
กลับมาที่โรงเรียนของหนู ณ ดินแดนไกลปืนเที่ยง จึงเกิดครูบ้านนอกเหล่าจิตอาสาพัฒนา พยายามเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟูสถานศึกษาให้กับนักเรียนตัวน้อยได้มีความรู้ หลายรายเติบโตเป็นทรัพยากรสำคัญของชาติ ก็เริ่มต้นมาจากโรงเรียนขนาดเล็กสามารถยืนหยัดต่อสู้บนโลกที่มีผู้จ้องสร้างความโสมมให้ความคิดผิดๆ
แทนที่ภาครัฐควรเติมเต็มในสิ่งที่พวกเขาขาดแคลนแต่วิธีคิดของนักการเมืองที่ถูกกำหนดนิยามสวยหรูเป็นตัวแทนของประชาชนเมื่อได้นั่งเป็นเจ้ากระทรวงศึกษาชาติกลับมีมุมมองแบบบวกลบคูณหารคำนึงถึงธุรกิจทางการศึกษามากกว่าขยายโอกาสทางการศึกษา
พ่อแม่ของน้องหนูตัวน้อยที่จัดแจงข้าวปลาอาหารใส่ปิ่นโตให้ลูกของตัวเองปั่นจักรยานไปโรงเรียนเอง เพราะอยู่ไม่ไกลภูมิลำเนา หรือบางแห่งถึงกับข้ามแพขึ้นฝั่งไปโรงเรียน พวกเขาเหล่านั้นคงไม่รู้จักหรอกกับคำว่า "แป๊ะเจี๊ยะ" ต้องหันมาเตรียมเศษสตางค์เพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนโรงเรียนแห่งใหม่ที่ใหญ่กว่า แต่พวกเขารู้อย่างเดียวว่า อยากให้ลูกได้มีการศึกษาซึ่งถ้าเหลือบ่ากว่าแรงจริงๆไม่สามารถสนับสนุนได้ คงต้องให้ลูกอยู่เลี้ยงไอ้ทุยเฝ้าดูกินหญ้าไปวันๆ นั่นแหละท่าน
ไม่ต่างกับการที่รัฐบาลปลุกปั้นงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท นำไปสร้างรถไฟความเร็วสูงขนผักเป็นหลัก แต่ไม่ได้จัดสรรงบประมาณฟื้นฟูถิ่นทุรกันดารเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน บุคลากรทางการศึกษาได้มีสิทธิเท่าเทียมความเจริญเหมือนในเมือง
พงศ์เทพอาจไม่เข้าใจถึงความต้องการทางการศึกษา แต่มีครูบ้านนอก เข้าใจมากกว่าพงศ์เทพ ด้วยการจัดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือเด็กๆ แม้แต่ขันอาสาเป็นคนขับรถ ขับเรือ ถ่อแพ ให้เด็ก นักเรียนได้ไปโรงเรียนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
นี่ไม่ได้พูดเลื่อนลอย แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะคนเหล่านี้มีตัวตนอยู่จริง พวกเขาได้รับการคัดเลือกรับรางวัลข้าราชการต้นแบบหัวใจสีขาวเมื่อปลายปีทีผ่านมา ด้วยหัวใจแกร่งของคนที่อยากให้เด็กเยาวชนได้รับการศึกษา
การจะเห็นพื้นที่ห่างไกลมีความเจริญทัดเทียมเมืองใหญ่แม้ไม่อาจเนรมิตได้ชั่วข้ามคืน แต่อย่างน้อยรัฐบาลควรแสดงความตั้งใจเข้าไปสนับสนุน ขอแค่น้ำไหลไฟสว่าง ให้คนเหล่านี้สัญจรอย่างปลอดภัย ได้มีอุปกรณ์ทางการศึกษาโดยไม่จำเป็นต้องแพงเวอร์ เอาแค่สามารถสร้างฐานทางปัญญาให้กับเด็กเหล่านี้ เจ้ากระทรวงศึกษาธิการเคยมีวิธีคิดแบบนี้บ้างไหม
หวังว่าคนมีการศึกษาสูงอย่างพงศ์เทพ คงไม่ได้มีความคิดแค่ “จัดรถบริการนักเรียนที่ห่างไกล สนับสนุนทางการเงินแก่เด็กผู้ยากไร้” เพื่อเป็นเหตุสนับสนุนยุบโรงเรียนขนาดเล็กเพียงเท่านั้นนะ







