
ต่างชาติกังวล"วิกฤตไทย"ส่อยืดเยื้อ ทั่วโลกยังจับตา
เหตุการณ์การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงกับกองกำลังทหารสร้างความตื่นตะลึง เพื่อนบ้านและประชาคมกำลังจับตามองมาที่ไทยด้วยใจระทึก โดย... ทีมข่าวต่างประเทศ
เหตุการณ์การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงกับกองกำลังทหารสร้างความตื่นตะลึง เพื่อนบ้านและประชาคมกำลังจับตามองมาที่ไทยด้วยใจระทึก
โดย... ทีมข่าวต่างประเทศ
เหตุการณ์การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงกับกองกำลังทหารสร้างความตื่นตะลึงให้กับนานาประเทศที่เฝ้าจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเฝ้ารอเวลาที่ไทยจะค้นพบทางออกจากวิกฤตที่ยืดเยื้อ จนบานปลายกลายเป็นเหตุนองเลือดในที่สุด
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ และคาดเดาไม่ได้สำหรับรัฐบาลนานาประเทศ เพราะก่อนหน้านี้เพียง 1 วันกลุ่มคนเสื้อแดงค่อนข้างประสบความสำเร็จกับการบุกยึดสถานีไทยคม โดยมีความรุนแรงเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ระหว่างการเข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่
ด้วยความที่สถานการณ์ที่คาดเดาได้และคาดเดาไม่ได้นี่เอง เกือบ 40 ประเทศจึงชิงตัดหน้าเตือนนักท่องเที่ยวของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมายังไทยในช่วงเวลาอันร้อนระอุนี้
กระนั้นก็ตาม ปฏิกิริยาของนานาประเทศเริ่มเข้มข้นขึ้น ทันทีที่เสียงปืนนัดแรกและอีกนับร้อยนัดดังขึ้นระหว่างการปะทะกันของกลุ่มคนเสื้อแดงกับกำลังทหาร และท่าทีของบางประเทศยิ่งแสดงความร้อนรนยิ่งขึ้นเมื่อมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ทั้งไทยและต่างประเทศ
รัฐบาลสหรัฐตอบสนองสถานการณ์อย่างรวดเร็วและผิดปกติกว่าที่ผ่านมา ด้วยการร่วมกันแสดงท่าทีกังวลเกือบพร้อมๆ กันของกระทรวงการต่างประเทศ และทำเนียบขาว
รายแรกคือโฆษกสภาที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทำเนียบขาว นายไมค์ แฮมเมอร์ ที่เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายผ่อนปรนการเผชิญหน้าระหว่างกัน และยังจับตาสถานการณ์ในไทยอย่างไม่ลดละ
“เราไม่เห็นด้วยกับเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในไทย ซึ่งถือเป็นมิตรและพันธมิตรมายาวนาน และเราขอเรียกร้องให้มีการเจรจาด้วยความจริงใจจากทุกฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาที่มีอยู่ด้วยวิถีทางสันติ”
คล้อยหลังไม่นาน นายพี เจ คราวลีย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ มีถ้อยแถลงต่อเหตุการณ์นองเลือดในไทย โดยแสดงความเสียใจที่เหตุรุนแรงครั้งนี้ยังผลให้มีผู้เสียชีวิต และระบุว่า การใช้ความรุนแรงไม่ใช่วิถีทางในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง พร้อมเรียกร้องให้ฝ่าย นปช. และกองกำลังทหารของไทยผ่อนปรนซึ่งกันและกัน
“สหรัฐเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถและควรจะแสวงหาข้อยุติอย่างสันติวิธีด้วยการเจรจาอย่างจริงใจ เราขอย้ำเน้นอีกครั้งหนึ่งถึงความสำคัญที่ทุกฝ่ายในประเทศไทยจะต้องพยายามยุติความขัดแย้งด้วยวิถีทางที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม เราขอเป็นกำลังใจแก่ประเทศไทยและประชาชนชาวไทยอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้”
นอกจากท่าทีกังวลใจของสหรัฐ แล้วยังมีเสียงสะท้อนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งเรียกร้องให้เร่งสืบสวนกรณีที่ผู้สื่อข่าวของญี่ปุ่นถูกลูกหลงจนเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และแสดงความเป็นห่วงต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในไทย
ขณะที่นายสตีเฟน สมิธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย เรียกร้องให้รัฐบาลไทยและประชาชนคนไทยแก้ปัญหาด้วยวิถีทางสันติ และสอดคล้องกับกระบวนการประชาธิปไตยของไทย
“เราไม่ปรารถนาการแทรกแซงจากกองทัพอย่างแน่นอน แต่เราเริ่มเป็นกังวลกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงในเวลาชั่วข้ามคืน”
ปฏิกิริยาของต่างประเทศต่อเหตุนองเลือดที่ระเบิดขึ้นกลางกรุงเทพฯ แม้จะเต็มไปด้วยถ้อยคำที่แสดงถึงความกังวล และเศร้าสลดต่อเหตุการณ์ที่คนไทยด้วยกันต้องจบชีวิตด้วยน้ำมือคนชาติเดียวกันเอง แต่การแสดงท่าทีในเชิงแนะนำทางออกยังไม่ปรากฏ หลายชาติเพียงเฝ้าดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแต่เว้นระยะห่างในการเกี่ยวข้อง บางชาติเพียงแจ้งเตือนภัยนักท่องเที่ยวของตนในไทยให้ระมัดระวังตัวมากขึ้นเท่านั้น
ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลต่างๆ เริ่มมองว่า วิกฤตการเมืองไทยยืดเยื้อเกินกว่าที่จะคาดเดาได้ อีกทั้งสถานการณ์ยังเปลี่ยนอย่างฉับพลันไม่ทันตั้งตัว ภาพที่เห็นได้ชัดคือ กรณีการบุกยึดสถานีส่งสัญญาณดาวเทียมไทยคมของคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นภาพที่ค่อนข้างแปลกที่เห็นการถอนกำลังอย่างฉับพลันของกองกำลังทหาร แต่คล้อยหลังเพียงวันเดียว กรุงเทพฯ กลับกลายเป็นภาพสะท้อนของสงครามกลางเมืองขนาดย่อมๆ
อีกประการหนึ่ง รัฐบาลต่างชาติเริ่มรู้สึกชินชากับวิกฤตการเมืองในไทย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็นับเป็นท่าทีที่สอดคล้องกับนักลงทุนที่คบค้ากับไทยมานาน และต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ไม่ถึงกับทำให้นักลงทุนต้องตื่นตูม เพราะไทยเคยผ่านมรสุมทางการเมืองที่รุนแรงมานับครั้งไม่ถ้วน
ทั้งนี้ ยังมีเหตุผลเฉพาะกาลที่เบี่ยงเบนความสนใจของต่างชาติจากวิกฤตการเมืองในไทย นั่นคือการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของประธานาธิบดีโปแลนด์ และภริยา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลหลายคน ซึ่งเป็นข่าวที่ช็อกความรู้สึกของชาว “โลกตะวันตก” ยิ่งกว่าข่าวไทย และทำให้ผู้นำทั่วโลก ตั้งแต่รัสเซียถึงสหรัฐออกมาตอบรับโศกนาฏกรรมดังกล่าวด้วยความโศกเศร้า ทั้งๆ ที่ขณะนั้นคนไทยกำลังละเลงเลือดกันกลางกรุงเทพฯ!
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากรายงานของสื่อสำนักใหญ่ๆ ทั่วโลกจะพบเพียงรายงานข่าวที่ปราศจากความเห็น และอาการตื่นตระหนก กระทั่งสื่อหัวใหญ่ๆ
หากใช้ผลประโยชน์และระยะห่างทางภูมิศาสตร์เป็นที่ตั้ง ย่อมไม่เป็นที่สงสัยว่า เหตุใดชาติใหญ่จึงยังสงวนท่าทีต่อความโกลาหลที่เกิดขึ้นในไทย
อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตนี้ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับประเทศในเอเชียตะวันออกอันเป็นทั้งเพื่อนบ้านใกล้ชิด และสมาชิกร่วมสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน
ตามหลักการแล้ว ในระดับรัฐบาลอาเซียนมีช่องทางที่จะข้องแวะกับกิจการภายในของประเทศสมาชิกด้วยกัน เพียงแค่การแสดงความกังวลและหวังว่าสถานการณ์จะคืนสู่ภาวะปกติ ท่าทีนี้ปรากฏกับกรณีของไทยเช่นกัน
กระนั้นก็ตาม ในระดับสื่อมวลชนในกลุ่มอาเซียน หนังสือพิมพ์บางฉบับไม่เพียงรายงานข่าวแบบวินาทีต่อวินาทีเท่านั้น แต่ยังแสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในฐานะที่เหตุการณ์นองเลือดวันที่ 10 เม.ย. คือจลาจลทางการเมืองครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หนังสือพิมพ์ มะนิลา ไทมส์ ตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในการยุติวิกฤตการณ์ครั้งนี้ โปรดสังเกตว่า ฟิลิปปินส์คือสมาชิกของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กำลังเริ่มหยั่งรากประชาธิปไตย ที่มีสีสันและความเผ็ดร้อนไม่ต่างกับไทย
ขณะที่สื่อของรัฐบาลสิงคโปร์อย่างหนังสือพิมพ์สเตรต ไทมส์ พาดหัวข่าวใหญ่ของเว็บไซต์เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ยืนยันแถลงการณ์ของรัฐบาลว่า ไม่มีการใช้กระสุนจริงยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม แต่ในเว็บไซต์เดียวกันกลับปรากฏบล็อกข่าวรายงานเหตุการณ์ของ นิรมัล กอช ผู้สื่อข่าวที่ติดตามเหตุการณ์ในไทยซึ่งรายงานจากสถานที่จริงของกอช ระบุว่า เพื่อนร่วมงาน 2 คนที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยกัน เห็นคนเสื้อแดง 2 คนถือปืน เอเค 47 กับเอ็ม 16 ทว่า ส่วนใหญ่ประจัญบานกับทหารด้วยอาวุธที่พอหามาได้
กอช ยังระบุด้วยว่า ระหว่างที่หลบซ่อนในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่แห่งหนึ่งบนถนนข้าวสาร ได้มีโอกาสโทรศัพท์สอบถามไปยัง เฟเดอริโก เฟอร์รารา อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NSU) ผู้แต่งหนังสือเกี่ยวกับไทยเรื่อง Thailand Unhinged (ไทยในความปั่นป่วน) ซึ่ง เฟอร์รารา แสดงความเห็นว่า
“ภายใต้สถานการณ์ใดๆ ก็ตาม การกวาดล้างในลักษณะนี้ไม่ต่างกับยกหน้าตักพนันหมดตัว และมีความเป็นไปได้ที่จะเสียหมดตัว ข้อแนะนำจากผมก็คือนายอภิสิทธิ์ควรจะเก็บกระเป๋าจากไปได้แล้ว”
แม้จะยังปราศจากเสียงสะท้อนจากผู้นำชาติอาเซียนต่อสถานการณ์ความรุนแรงในไทย แต่สื่อยอดนิยมเหล่านี้ย่อมเป็นภาพสะท้อนได้ดีว่า เพื่อนบ้านและประชาคมกำลังจับตามองมาที่ไทยด้วยใจระทึกเพียงใด







