
แผนขยายเมืองจัน ไม่ถึงฝัน ไม่ชัดเจน/หนี้ท่วม
หนึ่งในนโยบายที่ผู้นำจีนชุดใหม่รุ่นที่ 5 ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ นอกเหนือจากการมุ่งปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศ
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
หนึ่งในนโยบายที่ผู้นำจีนชุดใหม่รุ่นที่ 5 ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ นอกเหนือจากการมุ่งปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศ ก็คือการมุ่งหันมากระตุ้นและให้ความสำคัญกับการพึ่งพิงการเติบโตจากเศรษฐกิจภายในมากขึ้น จากเดิมที่มุ่งเน้นพึ่งพิงการส่งออกเป็นขาหลักในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจชาติมายาวนานกว่า 30 ปี
สำหรับแผนการที่จะนำพาพญามังกรจีนให้มุ่งไปสู่การกระตุ้นการบริโภคจากภายในประเทศที่ประกาศออกมาแล้วก็คือ แผนการสร้างความเป็นชุมชนเมือง และเปิดโอกาสให้ผู้คนต่างจังหวัดสามารถเข้ามาในเมืองมากขึ้น หรือ “Urbanization” ของนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง โดยผู้นำจีนมองว่า แผนการดังกล่าวมีโอกาสจะนำพามาซึ่งผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจีนอย่างมหาศาล และสร้างความเท่าเทียมทางโอกาสมากขึ้น
เพราะการมีประชากรมากขึ้นก็หมายถึงโอกาสทางการค้า ทางธุรกิจที่มากขึ้น และอาจกลายเป็นปัจจัยทำให้ดึงดูดคนเก่งๆ และทำให้หลายเมืองหันมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ดีขึ้น
“การสร้างความเป็นชุมชนเมืองไม่ใช่เพียงแค่กระตุ้นการบริโภค การจ้างงาน การลงทุน ให้เกิดขึ้นอย่างมหาศาล แต่ยังเป็นการสร้างความร่ำรวยให้กับพี่น้องเกษตรกรตามต่างจังหวัดอีกด้วย” หลี่เค่อเฉียง กล่าว
อย่างไรก็ตาม แผนการอันสวยหรูของผู้นำจีนที่วางไว้นั้นอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เพราะปัจจุบันโครงสร้างและแผนผังในเมืองใหญ่ไม่ว่าจะเป็น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเมืองใหญ่อีกหลายแห่งยังคงขาดซึ่งแผนการรองรับการเติบโตของเมืองที่ชัดเจน และเป็นระบบที่เพียงพอ ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงว่าแผนการพัฒนาของทางการจีนอาจเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง จนไม่อาจสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และหนุนการบริโภคของประชาชนภายในได้มากนัก ดังจะเห็นได้จากกรุงปักกิ่ง ที่มีการขยายตัวของเมืองไปอย่างไร้ทิศทาง และกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น สิ่งแวดล้อม
ไม่เพียงเท่านั้น จากทิศทางของรัฐบาลจีนที่ไม่เพียงต้องการดึงคนเข้าเมือง แต่ยังต้องการเห็นการขยายความเจริญของความเป็นชุมชนเมืองออกไปยังพื้นที่ต่างๆ มากกว่าจะให้ทุกอย่างมากระจุกตัวอยู่แต่เฉพาะเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียว ก็ถือเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงต่อการทำให้แผนดังกล่าวกลายมาเป็นตัวการสร้างปัญหาเศรษฐกิจในอนาคตอีกด้วย
เพราะการสร้างเมืองขนาดกลางและเล็กในพื้นที่ห่างไกล เสี่ยงที่จะเป็นการลงทุนที่ล้มเหลว สูญเปล่า และที่สำคัญคือสร้างหนี้เสียตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่โครงการบางแห่งไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับศูนย์กลางของเมืองขนาดใหญ่ในภูมิภาคนั้นๆ ได้ ซึ่งในอดีตจีนเคยมีบทเรียนจากการลงทุนสร้างเมืองจนกลายเป็นเมืองร้าง และไม่มีคนเข้าไปอยู่มาแล้ว เช่นที่ออดอส ในเขตมองโกเลีย
“การลงทุนสร้างเมืองขนาดเล็กจะสามารถกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ปัญหาด้านการเงินจะตามมา” เหอเจาเทียน นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์จากไชนิสอคาเดมีออฟโซเชียลไซน์ กล่าว
ส่วนเหตุผลที่สองที่จะทำให้การขยายตัวของแผนสร้างชุมชนเมืองของจีนจะต้องเผชิญกับความยากลำบากคือ การที่ความหนาแน่นของประชากรในเขตที่อยู่อาศัยในหลายเมืองใหญ่ของจีนที่ยังคงมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก เช่น สิงคโปร์ โตเกียว และโซล นั้นก็อาจทำให้ความหวังที่จะทำให้แผนการขยายการสร้างชุมชนเมืองกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตและการบริโภคให้สูงขึ้นนั้นก็อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีเมืองจำนวนมากกว่า 160 เมืองในจีนที่มีประชากรเฉลี่ยแค่ 6 แสน1 ล้านคนเท่านั้น
เพราะเมื่อคนอาศัยอยู่ในพื้นที่มีไม่มากก็เป็นเรื่องยากที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพลวัตทางเศรษฐกิจการค้า การลงทุนใหม่ๆ ขึ้นได้ ซึ่งนั่นก็ส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นการบริโภค การลงทุนของผู้คนในเมืองตามไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่บรรดาองค์กรเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่างองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) จะออกมาชี้แนะให้จีนเร่งขยายและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อรองรับแผนการขยายชุมชนเมืองอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการขยายระบบการขนส่งแบบราง ที่เหล่าบรรดา 10 เมืองใหญ่ของจีนยังคงมีน้อยกว่าเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วโลก
ถึงกระนั้นก็ตาม ถึงแม้ทางการจีนจะรู้และทราบดีถึงปัญหาและคำแนะนำมาโดยตลอด แต่ด้วยความหวาดระแวงว่าการเร่งระดมขยายชุมชนเมือง และเร่งดึงผู้คนเข้าสู่เมืองมากเกินไป อาจเสี่ยงที่จะนำไปสู่การทำให้เกิดชุมชนสลัมรอบนอกตัวเมือง จนนำไปสู่ปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อม และความขัดแย้งในพื้นที่ เหมือนเช่นที่เกิดในละตินอเมริกา หรืออเมริกากลาง มากกว่าจะเป็นชุมชนเมืองอันทันสมัยของชนชั้นกลาง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่น่าจะทำให้แผนการสร้างชุมชนเมืองอันเป็นวาระหลักของ หลี่เค่อเฉียง ที่ต้องการผลักดันเป็นลำดับต้นๆ อาจเดินไปไม่ถึงฝั่งฝัน
ทั้งนี้ แม้ว่าล่าสุดรัฐบาลจีนจะออกมาส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการออกมาตรการผ่อนคลายเพื่อให้ประชาชนในต่างจังหวัด หรือผู้อพยพต่างถิ่นสามารถอยู่อาศัยในเมืองใหญ่ได้ง่ายขึ้น โดยผ่านการยกเลิกการใช้มาตรการกีดกันการเข้าถึงสวัสดิการของผู้คนต่างถิ่น หรือหูโขว่ แต่มาตรการดังกล่าวก็ยังถือเป็นการมุ่งแก้ปัญหาที่ช้าและเบาเกินไป
ด้วยเหตุนี้ เหล่าบรรดานักวิเคราะห์ รวมไปถึงข้าราชการจีนบางส่วนจึงเริ่มออกมาสนับสนุนให้จีนเดินหน้ายกเลิกมาตรการการขอเป็นผู้อาศัยในเมืองอย่างถาวรลง
เนื่องจากการที่ผู้คนมีอิสระในการเลือกที่อยู่อาศัยได้เองจะทำให้การขยายตัวและการเคลื่อนย้ายเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ และนั่นอาจทำให้การขยายตัวของเมืองในทางตอนกลางของประเทศเกิดขึ้นได้ง่าย และเลิกสนใจที่จะมากระจุกตัวอยู่เฉพาะแถบชายฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทางตอนกลางของจีนยังมีปัจจัยอย่างเช่น ราคาบ้านที่ยังถูก และที่ดินที่ไม่แพงมาเป็นตัวดึงดูด
“คุณจำเป็นต้องปล่อยให้ผู้ประกอบการ คนทั่วไป และนักธุรกิจ สามารถตัดสินใจได้เองว่าต้องการจะย้ายไปไหนอย่างอิสระ” เคมวิงชาน ผู้เชี่ยวชาญด้านจีน จากมหาวิทยาลัยวอชิงตันยูนิเวอร์ซิตี้ กล่าว
จึงเป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งว่ารัฐบาลแดนมังกรจะฝ่าฟันอุปสรรคและความท้าทายที่ถาโถมเข้ามาเหล่านี้ได้อย่างไร







