
มองไม่เห็นด้วยตา
เปลวแดดระอุแผดเผาในยามตะวันเปล่งรัศมีเต็มดวง ปลายหญ้ากลางสนามเหมือนจะเกรียมไปทั่วทุกหย่อมยอด
เปลวแดดระอุแผดเผาในยามตะวันเปล่งรัศมีเต็มดวง ปลายหญ้ากลางสนามเหมือนจะเกรียมไปทั่วทุกหย่อมยอด
ไอร้อนแผ่ซ่านบนพื้นปูนซีเมนต์ของสะพานลอย หาใช่เป็นอุปสรรคที่จะทำให้ความจนพ่ายแพ้ ใต้ขอบเงาบันไดหญิงชราผมสีดอกเลานั่งค้อมตัว ในมือจับแก้วใบใหญ่ไว้ไม่ห่าง รอยยิ้มเศร้าๆ นั้นอาจจะไม่บรรเทาองศาเซลเซียสให้ลดลง แต่แวบแรกที่เห็น มีอะไรบางอย่างสะกิดหัวใจผม
เด็กหญิงค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น ชายหนุ่มเดินจับมือแฟนสาว ใครต่อใครและใครที่เดินผ่าน หญิงชราผิวกร้านไม่รีรอที่จะยกมือไหว้ปลกๆ ท่วมหัวให้กับทุกคน
ยายเป็นขอทาน อาชีพที่ไม่ได้รับเกียรติใดๆ จากคนในสังคม แต่เรากลับสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในทุกซอกมุมของเมืองกรุงแดนศิวิไลซ์ในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งต่างด้าว อุ้มลูกเล็ก แขนขาขาด
ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า ระหว่างยายกับผมนาทีนั้น ใครมีเงินอยู่ในกระเป๋าตังค์มากกว่ากัน เพราะเท่าที่เคยได้ยินมา คือ รายได้แต่ละวันจากความสงสารนั้นมากกว่าการหาเช้ากินค่ำด้วยซ้ำไป
“ถ้าไม่ให้เงินก็คือ ไม่สนับสนุนให้มีการขอทาน อีกไม่นานขอทานก็จะหมดไป” ใครคนหนึ่งสวมรองเท้าหรูใส่กางเกงแบรนด์เนมยี่ห้อดังราคาแพง ตวัดนิ้วลงไปในไอโฟนแล้วเงยหน้าขึ้นมาวิเคราะห์ให้ผมฟัง
หลายครั้งที่พบผมตัวเองว่า เสื้อผ้าสีทึมเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยคราบไคลของคนไร้บ้าน ขอทาน หรือแม้แต่วณิพก ทำให้ผมกระอักกระอ่วนไม่น้อย ทั้งๆ ที่ความสกปรกของผมอาจจะน่ารังเกียจกว่าด้วยซ้ำ
บางวันผมพบเห็นชายพิการทางสายตายืนท้าลมกลางสะพานลอย โดยมีน้ำเจิ่งนองทั่วพื้นที่เขายืน ...ใช่ เขายืนขับถ่ายกลางเมืองหลวงที่คนพลุกพล่านอย่างไม่ยี่หระ อาจเป็นเพราะเขาตาบอดและเป็นขอทาน จึงไม่มีใครจะไปหาความอะไรกับเขา ในทางกลับกัน มีคนหัวเราะขบขันด้วยซ้ำไป
ใจของผมเริ่มหยาบกร้านตามจริตที่ถูกปรุงให้เคมีตรงกับคนจำนวนมากที่ผมต้องคบหาพูดคุย ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีใครอยากจะผันตัวมากลายเป็นคนไร้บ้านหรือขอทาน
หญิงเร่ร่อนเสื้อผ้าขาดวิ่นกลิ่นตัวคลุ้งคนหนึ่งยืนบ่นพึมพำข้างป้ายรถเมล์จากอาการทางจิตเวชกำเริบ ในวัยเด็กนั้นเธอถูกกระทำทางเพศจากคนในครอบครัวอย่างไร้ปรานีจนสัมปชัญญะชำรุดเกินเยียวยา เธอเดินออกจากบ้านในช่วงดึกของคืนวันหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เธอเลือกที่จะหนี แต่เธอไม่ได้เลือกจะเป็นคนไร้บ้าน และไม่ได้ต้องการให้ใครมาสงสารชะตากรรมที่เธอประสบมา
ทุกครั้งที่เธอหอบสภาพมอมแมมสติลางเลือนเต็มทนขึ้นรถเมล์ เธอกลายเป็นคนน่ารังเกียจจากการแต่งกาย เธอกลายเป็นคนน่ากลัวจากการเพ้อลำพัง ผมยังจำแววตาที่เธอมองมาหาผมได้ดีเมื่อหลายปีก่อนบนรถเมล์ ทุกอย่างรอบตัวเหมือนจะเงียบสนิทรอให้เธอสื่อความหมาย ... “อย่ารังเกียจฉันเลย” ผมคิดไปเองว่าเธออาจจะอยากบอกอย่างนั้น
คนไร้บ้านอีกหลายคนที่ผมเคยเห็น เขาเองก็มีท่าทีหวาดกลัวคนทั่วไปจะทำร้าย เพราะเนื้อตัวสกปรก ระหว่างที่ใครหลายคนกำลังหลบเงาร่มรอรถเมล์ที่ป้ายประจำทาง เขานั่งตากแดดตัวลีบแอบเหลือบมองไปยังพื้นที่หลังคาคลุมถึงบ้างเป็นระยะ
ถ้าถามถึงสิทธิความเป็นคน แน่นอนพวกเขาเหล่านั้นมีทุกอย่างเท่ากับเรา ขาดเพียงอย่างเดียว คือ โอกาส
ดึกสงัดเสียงลมพัดบานประตูขยับ ผมข่มตาให้หลับมานานจนเกิดความคิดว่า หากผมได้ยินแต่เสียงโดยไม่มอง โลกของผมอาจจะสวยงาม ผมคงจะจินตนาการหน้าตาเจ้าของเสียงไปต่างๆ นานา ใครจะประดับประดาแต่งตัวด้วยสร้อยแหวนเงินทองก็คงไม่สำคัญสำหรับผม ใครจะมองผมอย่างเหยียดหยามพูดจาประชดดูถูกก็ไม่ทำให้หัวใจผมขุ่นได้
เป็นไปได้หรือไม่ว่า เมื่อมองไม่เห็นก็ไม่ได้ใช้สายตาตัดสินจากสิ่งที่เห็น ในขณะที่ผมเองก็ไม่ได้อยากกลายเป็นคนพิการตาบอด แต่ระหว่างที่นอนหลับตาอยู่นั้นกลับค่อยๆ เห็นบางอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะเห็นมาก่อนคือ “ความจริง”
บ้าน ที่นอน หลังคา ที่เคยมีมาโดยตลอดจนทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ เช่นเดียวกับปัญหา ความไม่เข้าใจ การทะเลาะวิวาท ความไม่พอใจ ความโกรธ ที่มักจะหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น ใจหยาบๆ ของผมกลับทำให้มองเห็นมันคนละมุม
สำหรับความยากไร้ของบางคน บ้าน ที่นอน หลังคา ที่ไม่ได้มีมานานแล้วนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นความจำยอมจากสถานะทางสังคม การเจียมตัวว่ามีน้อยด้อยค่าปัญหาที่ต้องเผชิญในแต่ละวันคงไม่ได้สำคัญไปกว่าการหาอาหารลงท้องและที่ซุกหัวนอนยามค่ำคืน
ผมนึกถึงท้องสนามหลวงที่เคยคลาคล่ำไปด้วยคนไร้บ้านนอนกระจัดกระจายมานาน วันหนึ่งเมื่อกรุงเทพมหานครมีนโยบายปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงามเป็นหน้าเป็นตาประเทศ ติดประกาศห้ามเข้าพื้นที่เป็นเวลา
คนไร้บ้านที่เคยอาศัยได้หลับนอนถูกกดค่าให้ต่ำต้อยเรี่ยดินมากขึ้นไปอีก การขับไล่ขยะที่มีลมหายใจไม่ได้นึกถึงความเป็นคนแม้แต่นิดเดียว เป็นกรณีที่ทำให้ผมนึกถึงนกพิราบซึ่งเคยหากินอยู่ที่สนามหลวงถูกจับไปปล่อยยังที่อื่น
จริงอยู่...คนไม่ใช่สัตว์ แต่การกระทำอย่างนี้ไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย
เขาเปิดแอร์ห้องจนเย็นฉ่ำ บรรจงจิบไวน์ เอนหลังสูบซิการ์กระดิกเท้าฟังเพลงคลาสสิกอยู่บนโซฟาหนัง
เธอพเนจรไปตามริมถนน ถลกกระโปรงขาดวิ่นยืนถ่ายปัสสาวะที่ป้ายรถเมล์โดยไม่เขินอายต่อสายตาคนเดินผ่านไปมาแม้แต่น้อย ในคืนที่ฝนตกฟ้ารั่วเธอหาที่หลบใต้สะพานและอาจจะเป็นที่หลับซุกหัวให้ผ่านไปอีกวัน เสียงฟ้าผ่าทำให้เธอผวาถึงเหตุการณ์เลวร้ายในอดีต
ไม่ผิดที่เธอไม่เคยลิ้มรสปลาแซลมอน อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ผมเชื่อเช่นนั้น
เพราะชะตากรรมของใครคนหนึ่ง ไม่ควรถูกคนอื่นใช้สายตาตัดสิน







