posttoday
วรรณกรรม ในความขัดแย้ง

วรรณกรรม ในความขัดแย้ง

12 พฤษภาคม 2556

เมื่อต้องตอบคำถามที่ว่า “การเมืองเปลี่ยน วรรณกรรมเปลี่ยนหรือไม่” มกุฏ ตอบทันทีว่า หนังสือกับการเมือง หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรือหลังจากความเคลื่อนไหวทางการเมือง

เมื่อต้องตอบคำถามที่ว่า “การเมืองเปลี่ยน วรรณกรรมเปลี่ยนหรือไม่” มกุฏ ตอบทันทีว่า หนังสือกับการเมือง หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรือหลังจากความเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชน นิสิต นักศึกษาในยุคนั้นสิ้นสุดลงได้ไม่นาน บรรยากาศการเมืองถูกถ่ายทอดวิพากษ์ผ่านตัวอักษรออกมาจำนวนมาก จนเรียกได้ว่าแนบแน่นกับการเมืองจนเป็นยุคเฟื่องฟูของวรรณกรรมการเมือง แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยนไปตามยุคก็เริ่มสัมพันธ์กันน้อยลง

“หลัง 14 ตุลาเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน หลายคนอยู่เย็นเป็นสุขแล้ว หลายคนได้โน่นได้นี่จากรัฐบาลแล้วก็เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นวรรณกรรมก็เปลี่ยนไป วรรณกรรมสมัยหลัง... มันพูดลำบากนะ ในข้อที่ว่า มีค่าย มีสีชัดเจน ไม่เหมือนแต่ก่อน บทบาทของวรรณกรรมด้อยลง เพราะกลายเป็นว่า ถ้าเขียนโดยกลุ่มนี้ ก็สนับสนุนกลุ่มนี้ โต้แย้งกลุ่มโน้น อยู่ในครอบครัวนี้ เขียนข้อความด่าครอบครัวโน้น ปกป้องครอบครัวตัวเอง เมื่อก่อนเราเขียนหนังสือต่อสู้กับรัฐบาลที่เป็นเผด็จการสู้กับความอยุติธรรม แต่ตอนนี้กลายเป็นกลุ่มต่อสู้กับกลุ่ม

นอกจากนี้ เมื่อก่อนใช้โวหารถ่ายทอดวรรณกรรม แต่สมัยนี้ถ่ายทอดแบบทื่อๆ แต่เรื่องนี้ก็แล้วแต่คนประเมิน เพราะมีเรื่องของความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยมากำหนดบุคลิกการเขียน สมัยก่อนเขียนด้วยปากกาดินสอ สมัยนี้เขียนด้วยคอมพิวเตอร์ ความรวดเร็วในการผลิตต่างกัน และเป็นเรื่องที่วิเคราะห์ได้อย่างลำบาก

ขณะที่ใครจะคิดไปไกล ใช้วรรณกรรมไปรับใช้แนวคิดทางการเมือง คิดว่า ถ้าบงการการเมืองได้ ก็บงการวรรณกรรมได้ หรือใช้ทั้งการเมืองและวรรณกรรมมารับใช้แนวคิดที่มี เป็นเรื่องจุดมุ่งหมายของเขาเอง เราคงไปว่าอะไรไม่ได้

ตอนนี้เราพูดถึงเรื่องการเมืองในวรรณกรรมยาก อธิบายยาก การเมืองมีสี วรรณกรรมก็มีสี มีสีมีข้างชัดเจน และความเห็นขัดแย้งมันไม่ได้ลงเอยด้วยความเห็นต่างกันซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เกิดขึ้นทุกแห่งทั่วโลก แต่น่าเสียดายที่มันกลายเป็นลงเอยด้วยความเป็นศัตรูกัน

ผมถอยออกมาจากการเมือง อยากเสนอสิ่งที่เป็นตัวกลางที่สุด ที่ผ่านมาผมเสนอแนวคิด สถาบันหนังสือแห่งชาติ ให้ทุกสีทุกฝ่ายเข้ามาเสนอความคิดให้สถาบันนี้เป็นสถาบันที่อยู่ตรงกลางจริงๆ ที่พร้อมที่จะกางแขนขวาออก กางแขนซ้ายออก และรู้ว่าทั้งสองแขนอยู่ที่ไหน แต่ต้องมีตรงกลาง เหมือนสอนเด็กให้เดิน ต้องให้เขาเดินให้ตรง เดินตรงกลางก่อน เมื่อถึงเวลาเขาจะเลือกเองว่าจะไปทางไหน เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา” มกุฏ เล่าด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมความหวัง

ในฐานะผู้แต่งนวนิยายเล่มสำคัญของวงการวรรณกรรมไทย อย่าง “ผีเสื้อและดอกไม้” ซึ่งเล่าเรื่องของ ฮูยัน เด็กชายวัย 13 ที่ตัดสินใจเลิกเรียนมาหารายได้ช่วยครอบครัว และต้องเข้าสู่วงจรการขนข้าวสารข้ามแดน จากบ้านไปสุไหงโกลก รายละเอียดและสิ่งที่ปรากฏในนิยายเล่มนี้ บ่งบอกถึงความคุ้นเคยกับความแตกต่างของวัฒนธรรม พุทธมุสลิมในพื้นที่ภาคใต้ โดยมกุฏมองว่าส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ฝังรากลึกมานานก็ยังคงมีอยู่

“40 ปีที่เคยมองปัญหาภาคใต้อย่างไร วันนี้บางมุมก็ยังมองอย่างนั้น เราแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้ ถ้าไม่แก้ปัญหาความรู้ของผู้คน และต้องแก้อย่างเข้าใจ รู้รายละเอียดว่ามีการศึกษาในระดับประชาชนที่นำไปสู่การยอมรับระหว่างกัน ถ้าให้ความรู้โดยที่เขาไม่ยอมรับเรา เขาก็เอาความรู้นั้นมาทำร้ายซึ่งกันและกันเหมือนสอนให้ทำมีด แทนที่จะนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ก็เอามาทำร้ายกัน ทำอย่างไรให้เขาตระหนักว่า เขามีความรู้พอที่จะมีสิทธิมีเสียงได้อย่างเท่าเทียม ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใคร แต่ตอนนี้มีทุกอย่าง มีสภาวะสงคราม แก้แค้น ล้างแค้น ไร้ซึ่งความเข้าใจระหว่างคน เลยหาข้อสรุปไม่ได้ว่าใครขัดแย้งกับใคร แต่เราต้องแยกคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งออกมาให้ความรู้”

“ผมเคยเอาหนังสือไปให้ทดลองทำห้องสมุดโดยใช้มัสยิด 8 แห่งใน จ.กระบี่ เป็นหนังสือเรื่องการเกษตรอย่างง่ายๆ การทำขนม การดูแลสุขภาพ เรื่องเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ เรื่องเพาะเห็ด แล้วพอเขาเริ่มอ่านหนังสือเหล่านี้อย่างเพลิดเพลิน หนังสือเล่มอื่นก็จะค่อยๆ ตามมา แนวคิดนี้น่าจะทำให้ความเป็นเราเป็นเขาลดลงได้ในที่อื่นๆ เช่นกัน ผมจะไม่ใช้คำว่าช่วงชิงมวลชนหรืออะไรทำนองนี้แน่นอน เรื่องนี้ใช้เวลานานแน่ อาจจะหลายสิบปี” มกุฏ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

นอกเหนือจากความพยายามทำความเข้าใจความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั้งในวรรณกรรมและสังคม ศิลปินแห่งชาติท่านนี้มองว่า คือการเตรียมสังคมสำหรับการเรียนรู้ให้คนรุ่นต่อๆ ไป

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ