
...หากไร้ซึ้งเมล็ดพันธุ์ แห่งการอ่าน เราก้ยังล้าหลังชั่วนิรันดร์
“หากรัฐบาลไม่ใส่ใจเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการอ่าน... อย่านับด้วยร้อยปีเลย จวบวารสิ้นโลก กระทั่งเกิดดาวมนุษยชาติดวงใหม่ เราก็จะยังล้าหลังเรื่องหนังสือ สืบไปชั่วนิรันดร์”
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน / ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
“หากรัฐบาลไม่ใส่ใจเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการอ่าน... อย่านับด้วยร้อยปีเลย จวบวารสิ้นโลก กระทั่งเกิดดาวมนุษยชาติดวงใหม่ เราก็จะยังล้าหลังเรื่องหนังสือ สืบไปชั่วนิรันดร์”
ใครบางคนลุกขึ้นท้วงทัก “ไม่หดหู่ถึงเพียงนั้น” ใครอีกคนกลับโพล่งขึ้นสำทับ “บทสรุปบรรทัดสุดท้ายคงไม่ผิดแผกไปจากนี้”
ว่ากันตามจริง... คุณคงเห็นด้วย? น้อยก็หนึ่งล่ะ
“นักการเมืองไทยมันหวังผลระยะสั้น” มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ปี 2555 ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ผีเสื้อ เจ้าของทัศนคติข้างต้น ลดแก้วชาลงวางบนโต๊ะ “ทุกรัฐบาลที่เข้ามาจะนับหนึ่งเรื่องการอ่านใหม่และจะจบลงที่นั่นเสมอ”
หล่มโสโครกประการหนึ่งที่สังคมไทยติดอยู่ คือการเพิกเฉยต่อนโยบายด้านการอ่าน การผลิตซ้ำเรื่อง “วาระการอ่านแห่งชาติ” ในทุกยุคทุกสมัย นำมาซึ่งความเคยชิน จนบางครั้งละเลยที่จะตั้งคำถาม
“สาเหตุที่รัฐบาลทุกชุดจัดวาระการอ่านแห่งชาติขึ้นมาเสมอ ทำกันทุกปี ก็เพราะมันมีโอกาสได้ใช้งบประมาณ”
มกุฏ ให้ภาพว่า นักการเมืองที่คิดเรื่องหนังสือก็ทำในระยะสั้นเท่านั้น หวังผลเพียงนำไปโฆษณาหาเสียง คำถามที่จำเป็นต้องตอบคือโครงการซึ่งลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาลหลายพันล้านบาท ยังให้เกิดผลสัมฤทธิ์อะไรบ้าง
“ถามว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านๆ มา เคยมีรัฐบาลไหนประเมินหรือไม่ว่าแต่ละโครงการเป็นอย่างไร มันไม่มีเลย นั่นเพราะรัฐบาลมีแต่นโยบายระยะสั้น ไม่เคยมีเป้าหมายระยะยาว พอทำไปทุกอย่างก็สูญเปล่าหมด” อาจารย์มกุฏ เว้นจังหวะหายใจ
เขาเล่าต่อไปว่า ในประเทศอินเดียมีการวางแผนพัฒนาชาติด้วยการอ่านหนังสือในระยะยาว วางแผนกันถึง 100 ปี พอเข้าสู่ปีที่ 50 เพิ่งเป็นรูปเป็นร่างเห็นน้ำเห็นเนื้อ ปัจจุบันก้าวเข้าสู่ปีที่ 66 แล้ว เขาจัดตั้งสถาบันหนังสือแห่งชาติมา 66 ปี เฉพาะในปี 25532554 สถาบันหนังสือแห่งชาติอินเดียพิมพ์หนังสือถึง 2,134 เรื่อง ในจำนวนนี้ยังแปลออกมาเป็นภาษาต่างๆ อีกมากมาย
“แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับประเทศไทย ประเทศของเรามันไม่มีองค์กรหลักที่จะรับผิดชอบเรื่องหนังสือเลย”
มกุฏ เสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องจัดตั้ง “สถาบันหนังสือแห่งชาติ” ขึ้นเช่นกัน
สำหรับสถาบันหนังสือแห่งชาติ อธิบายให้เข้าใจโดยง่ายคือ เป็นหน่วยงานที่ศึกษาเกี่ยวกับหนังสือในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นทางคือการผลิตไปจนถึงคนอ่าน นอกจากนี้ยังต้องสร้างกลไกเพื่อให้หนังสือมีราคาถูก คุณภาพดี และเข้าถึงผู้อ่านได้อย่างแพร่หลายมากที่สุด
“ถามว่าทุกวันนี้ประเทศไทยมีบรรณาธิการอาชีพกี่คน ไม่มีใครรู้ มีนักเขียนอาชีพกี่คน ในจำนวนนี้เขียนเรื่องสำหรับเด็กกี่คน นักวาดภาพประกอบเรื่อง นักทำอาร์ตเวิร์ก คนเหล่านี้มีจำนวนเท่าไรหรืออยู่ที่ไหนไม่มีใครรู้ เราไม่มีข้อมูลใดๆ ตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ของสถาบันหนังสือแห่งชาติในการรวบรวมจัดเก็บ”
ทิ้งช่วงบทสนทนาเพื่อยกแก้วน้ำชาขึ้นมาล้างคอ “สถาบันหนังสือแห่งชาติต้องรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับเรื่องหนังสือ” เขาอธิบายต่อ “เช่น ขณะนี้ราคากระดาษแพงขึ้น ก็ต้องประเมินแล้วว่าใครจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง หนังสือจะราคาแพงเท่าไร ต้นทุนการพิมพ์เพิ่มขึ้นมากน้อยขนาดไหน คนจะมีกำลังซื้อหรือไม่ จากนั้นสถาบันหนังสือก็ต้องมีมาตรการแก้ปัญหา เช่น ลดคุณภาพการพิมพ์ ลดคุณภาพกระดาษ ต้องจ้องทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับหนังสือ”
ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เทียบเคียงประเทศอินเดียให้เห็นภาพ สถาบันหนังสือแห่งชาติของประเทศอินเดียยังมีการให้รางวัลหรืออุดหนุนสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือดีๆ เช่น ต้นฉบับเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แต่หากพิมพ์ออกมาอาจขายไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสนใจเฉพาะ สำนักพิมพ์ก็ไม่กล้าพิมพ์ สถาบันหนังสือแห่งชาติก็จะเข้าไปช่วยโดยอาจลงมือพิมพ์เอง หรือสนับสนุนค่าพิมพ์ประมาณ 75% ของค่าพิมพ์ทั้งหมด
“รัฐบาลต้องเป็นเจ้าภาพ งบประมาณเรื่องหนังสือมันมีอยู่แล้ว แต่แยกอยู่ในส่วนต่างๆ ถ้ารัฐตั้งสถาบันหนังสือแห่งชาติขึ้นมา แล้วเอางบมารวมไว้ที่นี่ จัดการอย่างเป็นระบบ มันก็เกิดขึ้นได้”
นอกจากสถาบันหนังสือแห่งชาติแล้ว ประเทศไทยยังต้องจัดการระบบหนังสือด้วย “ภูมิศาสตร์ประชากร” ความหมายโดยสังเขป หมายถึงความเข้าใจในความแตกต่างของประชาชนแต่ละพื้นที่
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศมีความสนใจและความต้องการหนังสือที่ไม่เหมือนกัน อย่างเช่นพื้นที่ที่ประชาชนทำการเกษตร ก็ต้องจัดหนังสือความรู้เกี่ยวกับเกษตรกรรมไปให้ หนังสือเหล่านี้ก็ต้องไปอยู่ในห้องสมุดของพื้นที่นั้นๆ ไม่ใช่มาอยู่ในห้องสมุดเขตเมืองหรือกลับมาอยู่ในห้องสมุดชายฝั่งทะเล ซึ่งผิดที่ผิดทาง
เช่นเดียวกับในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะศึกษาภูมิศาสตร์ประชากร
“กทม.เรามีคนจรเยอะ ช่วงหน้านาคนขับแท็กซี่ก็กลับภูมิลำเนาไปทำนาหมด แรงงานก็กลับบ้านหมด นี่คือการเคลื่อนไหวของประชากร หลายอาชีพที่เคยมีอยู่พอถึงช่วงหนึ่งก็หายหมด ถ้าเราไปสำรวจช่วงที่คนกลุ่มนี้ไม่อยู่ เราก็เข้าใจว่า กทม.นี้เป็นสังคมเมือง เราก็เอาระบบสังคมเมืองไปจัดการเรื่องการอ่าน แต่อีก 3 เดือน คนกลุ่มนั้นกลับมาก็เกิดความเหลื่อมล้ำกันอีก มันก็ไปไม่ได้”
อีกหนึ่งความเชื่อมโยงที่สอดรับกับการจัดระบบหนังสือ คือการเพิ่มจำนวนห้องสมุดทั่วประเทศ มกุฏ ประเมินว่า ประเทศไทยต้องเพิ่มห้องสมุดอีกอย่างน้อยๆ 34 หมื่นแห่ง
“การเพิ่มห้องสมุดมันเชื่อมโยงกับคนทำหน้าที่บรรณารักษ์ ทุกวันนี้เราไม่มีบรรณารักษ์ ไม่มีคนแนะนำหนังสือให้ผู้อ่านอ่านอย่างได้ผล คนก็อ่านสะเปะสะปะ อ่านหนังสือไม่เหมาะกับวัย ผลดีจากการอ่านก็ไม่เกิด” อาจารย์วิชาหนังสือรายนี้บอกว่า เมื่อมีการเพิ่มห้องสมุดให้มากขึ้น การกระจายของหนังสือจากสำนักพิมพ์ต่างๆ ก็มากขึ้นเช่นกัน
“นั่นหมายความว่าสำนักพิมพ์ที่เคยพิมพ์แล้วขายไม่ได้ในระบบปกติก็จะเริ่มขายได้ เช่น พิมพ์หนังสือด้านเกษตรกรรมออกมาแล้วขายไม่ได้เลย จากนี้รัฐบาลก็จำเป็นต้องเอาหนังสือเกษตรกรรมเข้าไปในห้องสมุดตามภูมิศาสตร์ประชากร มันเชื่อมโยงกันหมด”







