
34 เส้นทางวิกฤต ไม่มีกิจควรเลี่ยง
ใกล้วันเปิดเทอมเข้ามาทุกขณะ แน่นอนว่าการจราจรในกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะทวีความวิกฤตมากขึ้นอีกกว่าเท่าตัว ด้วยปริมาณรถคันแรกที่เพิ่มขึ้น
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ, ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ใกล้วันเปิดเทอมเข้ามาทุกขณะ แน่นอนว่าการจราจรในกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะทวีความวิกฤตมากขึ้นอีกกว่าเท่าตัว ด้วยปริมาณรถคันแรกที่เพิ่มขึ้น กอปรกับผู้ปกครองก็อยากส่งบุตรหลานให้ถึงรั้วประตูโรงเรียน การจัดการจราจรช่วงนี้จึงกลายเป็นงานหิน
พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) ระบุว่าปัญหานี้ค่อนข้างจะแก้ไขลำบาก เพราะด้วยความห่วงใยของผู้ปกครองเอง อีกทั้งปริมาณรถของคนอื่นๆ ที่ต้องขับผ่านโรงเรียนไปทำธุระ ไปทำงาน ทำให้ปริมาณรถรามากขึ้นตามไปด้วย
สำหรับจุดที่วิกฤตที่เป็นปัญหาหนักจะอยู่ในพื้นที่โรงเรียนขนาดใหญ่และตั้งอยู่ในชุมชนหนาแน่น เช่น กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ถนนประมวญ ย่านสีลม โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ถนนตรีเพชร ย่านพระนคร โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ถนนสุขุมวิท 19 ย่านคลองเตยเหนือ โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ถนนเพลินจิต ย่านปทุมวัน และโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เพราะทั้งหมดจะมีทั้งเด็กตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา แม้บางโรงเรียนจะอยู่ใกล้เส้นทางรถไฟฟ้า เด็กที่โตแล้วเดินทางเองได้ แต่สำหรับเด็กเล็กพ่อแม่ก็ยังต้องมาส่งอยู่ดี
ผู้การปิยะ ยกตัวอย่าง ย่านสีลม สาทร บางรัก ที่มีทั้งสำนักงานธุรกิจและโรงเรียนตั้งอยู่ถึง 7 โรงเรียน เช่น กรุงเทพคริสเตียนฯ มีนักเรียนทั้งหมด 6,000 คน คิดเป็นเด็กเล็กและนักเรียนใหม่ที่พ่อแม่ต้องมาส่งประมาณ 3,000 คน นั่นหมายถึงต้องมีรถยนต์วิ่งเข้าพื้นที่อย่างน้อย 3,000 คันเช่นกัน หรือที่อัสสัมชัญ อย่างน้อยก็ต้องมีรถมาส่งนักเรียนราว 2,500 คัน ยังไม่นับรวมละแวกอื่นๆ อีก สรุปแล้วในวันเปิดภาคเรียนจะมีรถมาส่งหมุนเวียนในย่านดังกล่าวนับหมื่นคัน ตำรวจงานหนักแน่นอน
อีกแห่งที่ต้องผจญวิกฤตจราจร คือ ช่วงถนนสามเสนไปถึงถนนราชสีมา มีโรงเรียนขนาดใหญ่ตั้งอยู่หลายแห่งเช่นกัน คือ ราชินีบน โยนออฟอาร์ค ราชวินิตประถม เป็นต้น อีกทั้งพื้นที่โดยรอบยังมีสถานที่ราชการ โรงพยาบาล ทำให้ประชาชนทั่วไปอาจจะพบกับปัญหารถติดขัด
ผู้การปิยะ ยังวิเคราะห์ปัญหาด้วยว่า ปริมาณรถจากโครงการรถคันแรกไม่น่าจะมีผลทำให้การจราจรติดขัดช่วงเปิดเทอม เนื่องจากผู้ปกครองก็ยังใช้รถคันเดิมรับส่งนักเรียนอยู่ ปริมาณจึงเท่าเดิม แต่ที่ห่วงคือผู้ปกครองใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์รับส่งบุตรหลานมากกว่า เพราะอาจทำให้ยุ่งยากและการจราจรติดขัดได้
“ให้วางแผนศึกษาเส้นทาง กำหนดเวลาที่ชัดเจนในการรับและส่งบุตรหลาน เมื่อไปส่งให้มีกระเป๋านักเรียนเพียงใบเดียวและควรนำไว้ในรถ ไม่ควรเก็บไว้ที่กระโปรงหลัง เพราะเมื่อถึงโรงเรียนจะทำให้เสียเวลาลงมาหยิบอีก ที่สำคัญสำหรับผู้ปกครองใหม่ การล่ำลาลูกหลานควรทำกันที่บ้าน จะหอมจะกอดจะกำชับให้ตั้งใจเรียนก็ควรให้เสร็จก่อนถึงโรงเรียน อย่ามาล่ำลากันหน้าโรงเรียนหรือจุดส่งเด็กเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะยุ่งยากทั้งระบบ” ผบก.จร. ให้คำแนะนำ
ทั้งนี้ บก.จร. วางมาตรการอำนวยการจราจร ประกอบด้วย 1.จัดระบบการจัดการด้านการจราจรบริเวณหน้าสถานศึกษาให้เกิดความคล่องตัวมากที่สุดในช่วงเช้าเย็น ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ไม่ให้กระทบต่อระบบการจราจรในเส้นทางหลัก
2.ประสานกับสถานศึกษาจัดเตรียมสถานที่รองรับปริมาณรถรับส่งนักเรียน 3.กำหนดเส้นทางเลี่ยง เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนหลีกเลี่ยงบริเวณหน้าสถานศึกษา
4.บูรณาการระบบการจราจรในพื้นที่ต่อเนื่องหรือเขตติดต่อระหว่างสถานีตำรวจต่างๆ ให้กระแสการจราจรในภาพรวมเคลื่อนตัวได้อย่างต่อเนื่อง
“โดยรวมถือว่าตำรวจพร้อมที่สุดแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาราว 1 เดือนทุกอย่างน่าจะเข้าที่เข้าทาง ผู้ปกครองก็จะปรับตัวรู้เวลารู้เส้นทางที่จะไปส่งบุตรหลานได้อย่างเหมาะสม” พล.ต.ต.ปิยะ สรุป
ด้าน ธนา วิชัยสาร ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กทม. กล่าวถึงแผนรองรับปัญหาจราจร ประกอบด้วย 1.จัดตั้งศูนย์ประสานการบรรเทาปัญหาจราจรตลอด 24 ชั่วโมง และจัดตั้งศูนย์ระดับเขตที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต 2.ตรวจสอบและปรับปรุงพื้นผิวจราจรบริเวณหน้าโรงเรียน หรือพื้นที่ใกล้เคียง ความแข็งแรงของท่าเทียบเรือ ระบบรถไฟฟ้า ระบบรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ รวมทั้งแก้ไขสัญญาณไฟ
3.จัดเจ้าหน้าที่เทศกิจ อาสาจราจร ช่วยอำนวยการจราจรบริเวณทางแยกและบริเวณโรงเรียน 4.จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจซ่อมและเคลื่อนย้ายพาหนะขนาดใหญ่อย่างเร่งด่วน เบื้องต้นได้จัดเตรียมเครื่องจักรกลหนักและรถยกไว้แล้ว 5.ประชาสัมพันธ์การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะผ่านป้ายจราจรอัจฉริยะและ www.bangkok.go.th/traffic







