
ตัวถ่วงการพัฒนา
การพัฒนาประเทศที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง ใช้นโยบายประชานิยมเป็นตัวนำ ได้สร้างบทเรียนความหายนะมาแล้วทั่วโลก ไม่ว่าต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและสังคมโดยรวม
การพัฒนาประเทศที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง ใช้นโยบายประชานิยมเป็นตัวนำ ได้สร้างบทเรียนความหายนะมาแล้วทั่วโลก ไม่ว่าต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและสังคมโดยรวม
ไทยกำลังเป็นประเทศหนึ่งที่กำลังเดินเข้าสู่เส้นทางสายนั้นในไม่ช้า โดยการชี้ชวนและโน้มนำของพรรคการเมืองเสียงข้างมากที่เข้ามาบริหารประเทศ
สังคมไทยถูกตอกย้ำความล้าหลังในการพัฒนาหลายด้าน ทั้งได้นักการเมืองด้อยคุณภาพ ประชากรขาดความรู้ การเข้าถึงปัจจัยการดำรงชีพไม่ทั่วถึง ไม่ว่าการศึกษา คุณภาพชีวิต ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย ฯลฯ
พรรครัฐบาลที่ให้สัญญาประชาคมเปลี่ยนแปลงประเทศให้หลุดพ้นความยากจน ให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ก็ให้สัญญาลมๆ แล้งๆ ประเทศเราจึงล้มลุกคลุกคลานตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา
การจะสั่งยุบโรงเรียนขนาดเล็กในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เป็นนโยบายหนึ่งที่ดูจะไม่ตอบสนองความเป็นจริงของสังคม ตั้งแต่แจกแท็บเล็ตเด็กไป ก็ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จะผลักดันในเชิงโครงสร้างต่อการยกระดับการศึกษาที่ดีของประเทศอย่างไร
วันนี้มีเด็กในชนบทขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีความพร้อมอีกจำนวนมาก คอมพิวเตอร์พกพาที่ดูโก้เก๋อาจจะไม่จำเป็นต่อการเพิ่มทักษะการเรียนรู้ แต่การได้รับโอกาสที่เท่าเทียม มีครูที่มีคุณภาพและเพียงพอต่างหาก เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการ
การยุบรวมโรงเรียนจึงไม่ควรเหมาเข่งโดยไม่รับฟังเสียงทักท้วงจากชุมชน เพราะจะกลายเป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ ซ้ำเติมพลเมืองที่ขาดโอกาสเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนั้น รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งไม่ได้เป็นนักการศึกษาควรพิจารณานโยบายยุบรวมสถานศึกษาในชนบทห่างไกลอย่างพินิจพิเคราะห์ พิจารณาให้ถ่องแท้ระหว่างการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาครูผู้สอนได้มาตรฐาน และกระจายปริมาณอย่างครอบคลุมทั่วถึง นโยบายไหนควรจะดำเนินการเป็นการเร่งด่วน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราขาดแคลนผู้รู้ ผู้มีความสามารถมาทำหน้าที่ผู้บริหารกระทรวงแห่งนี้มายาวนาน รัฐมนตรีพงศ์เทพก็ไม่ได้เป็นบุคคลในสเปกที่นักการศึกษาคาดหวัง นโยบายการศึกษา ณ ขณะนี้ จึงยังไม่ใช่คำตอบน่าพึงพอใจ สังคมไทยต้องการเห็นวิสัยทัศน์รัฐมนตรีที่มีกึ๋นนำพาอนาคตของประเทศให้หลุดพ้นจากวังวนอดีต เห็นโรงเรียนนับหมื่นในพื้นที่ห่างไกลได้รับโอกาสที่ดี มากกว่าการเพิ่มช่องว่างให้เด็กออกจากระบบมากยิ่งขึ้น
รัฐมนตรีศึกษาฯ จึงต้องยึดประโยชน์ที่จะเกิดต่อตัวนักเรียนและสอดคล้องกับประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาในภาพรวม ไม่ควรอ้างการขาดแคลนงบประมาณมาเป็นเงื่อนไขดำเนินการ เพราะการผลักดันอภิมหาโปรเจกต์หลายแสนล้านบาทของรัฐบาล ยังไม่มีการศึกษาความคุ้มทุนเสียด้วยซ้ำยังดันทุรังไม่ฟังเสียงทัดทาน
อย่างไรก็ดี เห็นด้วยอย่างยิ่งหากสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะนำแนวคิดจัดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ หรือ Flipped Classroom หรือห้องเรียนกลับด้าน มาใช้ในปีการศึกษา 2556 และจะเห็นด้วยมากยิ่งขึ้นหากนโยบายนี้ได้ดำเนินการควบคู่ไปกับการพิจารณาปริมาณโรงเรียนที่เหมาะสม
ทั้งหมดนี้ก็เพื่ออนาคตประเทศ







