
ทางออกจากความมืด ก่อนประเทศแพ้
8...ทีมข่าวการเมือง
วิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่สุดก็ขมวดเกลียวกลายเป็นความสูญเสียจากเหตุการณ์
“มิคสัญญี 10 เมษา”เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 20 ปี ด้วยยอดผู้เสียชีวิต 21 คน บาดเจ็บเกือบพัน
ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตเป็นคนเสื้อแดง 16 คน ทหาร 4 และผู้สื่อข่าวต่างประเทศ 1
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึกอีกครั้งกับบาดแผลครั้งใหม่ เป็นภาพหดหู่ เศร้าใจ ที่คนไทยต้องกลายเป็นเหยื่อจาก
“เกมช่วงชิงอำนาจ” ที่ใช้ความรุนแรงในวิกฤตครั้งนี้เห็นได้ชัดว่า ความพยายามยื้อแย่งนำศพออกจากโรงพยาบาล และกดดันตามโรงพยาบาลหลายแห่ง โดยที่กระบวนการชันสูตรยังไม่เสร็จสิ้น ก็เพียงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมือง เติมอุณหภูมิแห่งความโกรธแค้นชิงชัง เช่นเดียวกับพิธีกรรมนำศพแห่รอบกรุงวันนี้
ความจริงแล้วความสูญเสียครั้งนี้ไม่เหนือความคาดหมาย
ผู้ที่ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายปีทราบดีว่า ผลลัพธ์สุดท้ายของการต่อสู้ที่ขมึงทึงกันอยู่ มีแนวโน้มนำไปสู่การสูญเสีย
เพียงแต่เมื่อไรเท่านั้น...
นี่จึงเป็น
“พล็อตเรื่อง” ที่ถูกวางไว้แต่แรกว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่เพราะนับแต่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงตลอดเดือนที่ผ่านมา มีความพยายามยั่วยุ ยกระดับสร้างเงื่อนไขการเผชิญหน้าให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมทุกรูปแบบ โดยหวังให้เกิด
“ศพ” จะได้นำไปประจานเป็นพลังขับไล่รัฐบาลขั้นสูงสุดขณะที่การชุมนุมดำเนินอยู่ แนวร่วม
“ใต้ดิน” ก็เดินคู่ไปตลอด ทั้งระเบิดเอ็ม 79 คาร์บอมบ์ กระหน่ำตามสถานที่ราชการ สัญลักษณ์ของรัฐบาล เพื่อเร่งสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นเหตุปะทะที่
“คอกวัว” และรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลเพลี่ยงพล้ำที่ใช้ช่วงค่ำในการขอพื้นที่คืน ทำให้ง่ายต่อกลุ่มสร้างสถานการณ์ที่ใช้ระเบิดเอ็ม 79 โยนเข้าใส่ทหาร นำไปสู่การปะทะตอบโต้ตามมาพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ
“เสธ.แดง” แนวร่วมทักษิณ ระบุหลังเกิดเหตุว่า มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายหรือนักรบโรนินมาช่วยคนเสื้อแดงด้วยการยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าไปยังฝั่งทหาร ทำให้ทหารต้องถอยทัพทั้งหลายทั้งปวงไม่รู้ว่า วิกฤตม็อบแดงจะจบเฉพาะหน้าอย่างไร
หลังเกิดการสูญเสียครั้งนี้ แกนนำเสื้อแดงกดดันรัฐบาลหนักขึ้น จากยุบสภาภายใน 15 วัน เป็นต้องยุบสภาทันที และให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกจากประเทศเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
แกนนำเสื้อแดงปลุกเร้ามวลชน ว่ารัฐบาลสั่งฆ่าประชาชน คนเสื้อแดงจะไม่มีทางยอมเด็ดขาด อารมณ์มวลชนจึงอยู่ในภาวะเคียดแค้นสูง
ขณะที่ จาตุรนต์ ฉายแสง พยายามเป็นกาวใจให้เสื้อแดงเจรจากับรัฐบาล แต่
“สามเกลอ” ยืนยัน ทุกอย่างปิดประตูตายฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นเสาค้ำยันเก้าอี้อภิสิทธิ์ยังเหมือนเดิม ยุบสภาไม่ใช่ทางออก...
เมื่อแกนนำเสื้อแดง และรัฐบาลยังขึงตึงกันอยู่ จึงไม่มีทีท่าจะเห็นแสงสว่างจากวิกฤตความขัดแย้งนี้
ผลกระทบที่เกิดกับสังคม จากการปิดถนน และการปิดย่านธุรกิจการค้า จนเสียหายหลายหมื่นล้านก็ยังไม่มีทางออก
หันมาดูทางออกที่เจรจามาก่อนหน้า ฝ่ายรัฐบาลเสนอยุบสภาสิ้นปีนี้ โดยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นตามกรอบของคณะกรรมการสมานฉันท์
ทว่า สถานการณ์ที่พลิกผันเวลานี้ รัฐบาลเผชิญแรงกดดันกับข้อหา
“ใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน” การจะลากอยู่ถึงสิ้นปีจึงเป็นเรื่องลำบาก...หากจะยุบสภาทันทีก็ใช่ว่าปัญหาจะจบ ความขัดแย้งจะยุติลงทันใด เมื่อลงเลือกตั้งหาเสียงในบรรยากาศแห่งความเคียดแค้นอย่างนี้ ความขัดแย้งจะยิ่งกระจายไปยังรากหญ้าทั่วทุกอณู
โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่ยอมรับคณะกรรมการการเลือกตั้งอยู่แล้ว ก็ยิ่งจะไม่ยอมรับผลเลือกตั้งแน่นอน หากตนเองไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล
ก่อนยุบสภา อย่างไรเสียทุกพรรคการเมืองต้องเปิดเจรจา ทำข้อตกลงหาเสียงเลือกตั้งได้ โดยไม่ถูกต่อต้าน...
แต่บรรยากาศหลังเหตุ
“มิคสัญญี 10 เมษา” ที่ร้อนระอุเช่นนี้ มองไม่ออกว่าคนเสื้อแดงจะนิ่งสงบได้เพียงใดแกนนำเสื้อแดงก็ไม่ฟังใครทั้งสิ้น ยืนกรานอย่างเดียว ต้องยุบสภา
นี่ทำให้เชื่อว่า การที่รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่าย ในปฏิบัติการขอพื้นที่คืน ก็คงไม่เป็นที่ยอมรับของแกนนำเสื้อแดงอีกเช่นกัน
มองไปทางไหนประเทศไทยยังมืดมน!!
กลุ่มพลังเงียบในสังคม หรือนักศึกษา นักกิจกรรม นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน กลุ่มองค์กรภาคพลเมือง
กระทั่งผู้ใหญ่ในบ้านเมืองของทั้งสองฝ่ายที่เคยออกมาแสดงท่าทีก่อนหน้า ควรออกมามีบทบาทคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งมากกว่านี้ ก่อนที่ประเทศจะจมอยู่กับวิกฤต
เพราะความสูญเสียไม่ได้ทำให้รัฐบาล ทหาร คนเสื้อแดงที่บาดเจ็บ เสียชีวิต เป็นฝ่ายชนะ
หากแต่ประเทศมีแต่ความพ่ายแพ้ โดยที่ประชาชนคนไทยต้องจมอยู่กับหุบเหวความขัดแย้งโดยไม่มีหนทางว่าจะปีนออกจากปากหลุมได้อย่างไร ...







