posttoday
ประสิทธิภาพนโยบายการเงินการคลังในการรับมือผลกระทบจากภายนอกประเทศ

ประสิทธิภาพนโยบายการเงินการคลังในการรับมือผลกระทบจากภายนอกประเทศ

12 เมษายน 2553

....ยุทธนา เศรษฐปราโมทย์

ในปี 2009 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเผชิญกับภาวะความถดถอยทางเศรษฐกิจอันเนื่องจากปัญหาวิกฤตการเงินโลกที่แพร่กระจายมายังประเทศอื่นๆ ผ่านช่องทางทั้งด้านการค้าและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งในกรณีของไทยช่องทางการส่งผ่านผลกระทบจากภายนอก ที่สำคัญผู้เขียนได้คำนวณไว้ในงานวิจัยจะมาจากการลดลงของมูลค่าการค้าโลกเป็นสำคัญ ทำให้การส่งออกของไทยหดตัวลงอย่างรวดเร็วและมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากสัดส่วนของมูลค่าการส่งออกต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับสูง

แต่การลดลงของการส่งออกที่ผ่านมาจะควบคู่กับการนำเข้าที่ลดลงด้วย ดังนั้นผลทางตรงโดยรวมของภาคการค้าระหว่างประเทศถึงจะไม่มาก แต่ผลกระทบของการส่งออกนอกจากจะส่งผลทางตรงแล้วยังมีผลทางอ้อมผ่านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนด้วย

เนื่องจากการส่งออกมีผลต่อรายได้และการจ้างงานของแรงงานที่ทำงานในภาคเกษตรกรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจึงส่งผลต่อการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุน ภาคเอกชนจะอ่อนไหวต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออก โดยเฉพาะในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ซึ่งผลิตเพื่อการส่งออก ทำให้เกิดการชะลอตัวของการลงทุนและการบริโภคตามมา อันเป็นผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเกิดขึ้น

นโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญที่แต่ละประเทศใช้รับมือกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจได้แก่ การใช้นโยบายการเงินโดยการลดอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการคลัง โดยการเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐควบคู่กับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งประเทศไทยก็มีการใช้นโยบายเหล่านี้ควบคู่กันในช่วงที่ผ่านมา นโยบายการเงินจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ แต่จะมีช่วงเวลาของการส่งผ่าน โดยผลต่อการเติบโตจะเห็นผลชัดเจนประมาณ35 ไตรมาสหลังการประกาศ ส่วนผลต่ออัตราเงินเฟ้อจะเห็นผลชัดเจนประมาณ 58 ไตรมาสหลังการประกาศ จากการประมาณการโดยใช้ตัวแบบเศรษฐกิจมหภาคของนิด้า (NIDAQMM)

ผลของนโยบายการเงินในช่วงไตรมาส 4 ปี 2008 ถึงไตรมาสแรกปี 2009 จะเห็นผลที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2009 โดยจะช่วยกระตุ้นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ 1.024% และ 0.681% ในปี 2009 และ 2010 ตามลำดับ

ดังนั้น เมื่อเทียบกับการหดตัวทางเศรษฐกิจในปี 2009 เนื่องจากปัญหาการลดลงของมูลค่าการค้าโลกอันเป็นผลจากวิกฤตการเงินโลก ขนาดของผลกระทบของนโยบายการเงินที่ผ่านมา จึงยังไม่มากและไม่พอต่อการป้องกันไม่ให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2009 อยู่ในระดับติดลบได้

ส่วนผลของนโยบายการคลังจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในเวลาที่รวดเร็วกว่านโยบายการเงิน แต่ผลจะคงอยู่เฉพาะในช่วงเวลาที่มีการดำเนินนโยบายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและผลต่อเนื่องจะหายไปในเวลาที่รวดเร็วกว่า จากการวิเคราะห์โดยใช้ตัวแบบ NIDAQMM ผลของการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายภาครัฐคิดตามราคาที่แท้จริง 1% จะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.22% ในปีเดียวกัน

ดังนั้น การใช้นโยบายการคลังในช่วงปี 2009–2010 จะส่งผลในการกระตุ้นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ 1.052% และ 0.699% ในปี 2009 และ 2010 ตามลำดับ

ดังนั้น จากผลการคำนวณข้างต้นจะเห็นว่าที่ผ่านมา ผลของนโยบายการเงินการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ซึ่งรวมกันแล้วยังน้อยกว่าผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก และการขยายขนาดของมาตรการให้เพียงพอกับขนาดของผลกระทบภายนอกทำได้ยากเนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะมีข้อจำกัดในการปรับลดลงไม่ต่ำกว่า 0%

นอกจากนี้ หากมีการลดอัตราดอกเบี้ยมากเกินไปจะมีผลต่ออัตราการแลกเปลี่ยน รวมถึงแรงจูงใจในการออมเงิน ซึ่งระดับการออมนี้มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของประเทศในระยะยาว ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่สามารถลดลงได้มากเท่ากับผลกระทบภายนอกที่เข้ามา

ส่วนผลของนโยบายการคลังจะมีผลต่อการกระตุ้นการเติบโตต้องเป็นการเพิ่มขึ้นจากรายจ่ายที่จ่ายเป็นประจำอยู่แล้ว (เพิ่มขึ้นกว่าการใช้จ่ายปกติ) ดังนั้น ในการพยุงเศรษฐกิจรัฐบาลต้องมีฐานะการคลังที่มั่นคงก่อนการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยทั่วไปรัฐบาลมีแนวโน้มในการใช้จ่ายที่สูงขึ้นไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดีเพื่อรักษาคะแนนนิยม ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะวิกฤตศักยภาพของการเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้นจากระดับปกติจึงมีไม่มาก ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนวิกฤตการเงินโลกในปี 2009 เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวตามปัญหาการเมืองภายในประเทศ ดังนั้นการเพิ่มการใช้จ่ายในปี 20092010 จึงทำได้ไม่มาก

จากการวิเคราะห์ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกและผลของการใช้นโยบายการเงินการคลังจะพบว่านโยบายเหล่านี้มีข้อจำกัด เนื่องจากขนาดของผลกระทบที่ไม่เพียงพอต่อการรับมือวิกฤตขนาดใหญ่ที่มาจากปัจจัยภายนอก จึงเป็นข้อควรระวังที่สำคัญในการกำหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว

สำหรับการพัฒนาที่ผ่านมาพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก ทั้งในแง่ของตลาดสินค้าและในแง่ของแรงจูงใจในการลงทุน โดยรัฐบาลมีการเน้นการลงทุนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งออกผ่านมาตรการต่างๆ ของ BOI เมื่อตลาดต่างประเทศเกิดปัญหา การลงทุนจึงมีการปรับตัวลดลงมากกว่าปกติ

ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญในการกำหนดนโยบายการพัฒนาที่จะพึ่งอุปสงค์ภายในประเทศให้มากขึ้นเพื่อป้องกันความผันผวนจากภายนอก และมีการพึ่งพาภาคการส่งออกในระดับที่พอดีไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปครับ

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69