
ภาระการคลังจากสวัสดิการของรัฐบาล กรณีประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพ
8...บุณฑรีก์ โฆษิตานุฤทธิ์ สำนักนโยบายการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
การสร้างสวัสดิการทางสังคมเพื่อช่วยให้ประชาชนมีมาตรฐานชีวิตที่ดีขึ้น มีหลักประกันและความคุ้มครองถือเป็นหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของรัฐบาล ซึ่งโครงการประกันสังคมและโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจัดเป็นโครงการด้านสวัสดิการสังคมที่สำคัญของรัฐบาล โดยโครงการประกันสังคม ตั้งอยู่บนหลักการของความมีส่วนร่วม การพึ่งตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันของประชาชนสำหรับผู้ที่มีรายได้และโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นสวัสดิการที่รัฐบาลมอบให้แก่ประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสมและเพียงพอ
อย่างไรก็ดี สวัสดิการดังกล่าวมาพร้อมกับต้นทุนที่รัฐบาลต้องรับภาระหรือภาระการคลัง
สำหรับบทความนี้เป็นการศึกษาวิเคราะห์ถึงภาระทางการคลังอันเนื่องมาจากโครงการสวัสดิการทางสังคม ได้แก่ โครงการประกันสังคมและโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้กรอบความเสี่ยงภาระงบประ มาณ (FPO Applied Fiscal Risk Matrix) ที่ปรับปรุงมาจาก Government Fiscal Risk Matrix ของ Polackova (1998)
จากการศึกษาพบว่าภาระทางการคลังของ โครงการประกันสังคมประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่
(1) เงินที่รัฐบาลต้องสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในฐานะรัฐบาล ซึ่งเป็นภาระต่องบประมาณที่แน่นอนและชัดเจน โดยเงินกองทุนได้ถูกแบ่งเป็น 3 กองทุนย่อย
ประกอบด้วย กองทุนประโยชน์ทดแทน 4 กรณี (กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ และเสียชีวิต)
กองทุนประโยชน์ทดแทน 2 กรณี (กรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ)
และกองทุนกรณีว่างงาน ซึ่งมีการแยกบัญชีเงินกองทุนและการบริหารกองทุนที่เป็นอิสระต่อกัน
(2) เงินอุดหนุนหรือเงินทดรองราชการในกรณีที่กองทุนประกันสังคมมีเงินทุนไม่เพียงพอในการ จ่ายผลประโยชน์ทดแทนและค่าใช้จ่ายในการ บริหารงาน ซึ่งจัดเป็นภาระต่องบประมาณที่อาจจะเกิดขึ้นหรือภาระเสี่ยงที่ชัดเจน
เนื่องจากมีการระบุไว้ใน พ.ร.บ.ประกันสังคม ว่ารัฐจะต้องรับภาระดังกล่าว
เมื่อได้ทำการประมาณการภาระทางการคลังจากโครงการประกันสังคมโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองในการประมาณการจำนวนประชากร และจำนวนแรงงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) และนำผลการประมาณการดังกล่าวมาจัดทำแบบจำลองการประมาณการสถานะทางการเงินของกองทุนประกันสังคมแล้ว
ผลการศึกษาพบว่า รัฐบาลมีภาระทางการ คลังที่แน่นอนจากการสมทบเงินเข้ากองทุน ประกันสังคม ปีงบประมาณ 2553
–2562 อยู่ระหว่างปีละ 26,345–42,845 ล้านบาทและกองทุนประโยชน์ทดแทน 2 กรณี (กรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ) จะเริ่มขาดทุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 25752585 ซึ่งรัฐบาลจะต้องเริ่มเข้ารับภาระการขาดทุนของกองทุน 2 กรณีตั้งแต่ปี 2586 เป็นต้นไป
สำหรับภาระทางการคลังของโครงการหลักประกันสุขภาพประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่
(1) ภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัวที่รัฐบาลต้องจัดสรรให้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทุกปี ซึ่งจัดเป็นภาระต่องบประมาณที่แน่นอนและชัดเจน
(2) ภาระการคลังต่องบประมาณที่อาจจะเกิดขึ้นจากการขาดทุนของโรงพยาบาลรัฐ อันเนื่องจากการเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจัดเป็นภาระเสี่ยงแบบโดยนัย เนื่องจากหากโรงพยาบาลมีการขาดทุนสะสมจำนวนมากจนไม่สามารถรับภาระได้ รัฐบาลอาจจะต้องเข้ารับภาระการขาดทุนสะสมดังกล่าวโดยธรรมจรรยา
เมื่อได้ทำการประมาณการภาระเงินค่าใช้จ่ายรายหัวโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่
งบบุคลากร ซึ่งประมาณการด้วยค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (ระหว่างปีงบประมาณ 2547
–2551) และงบบริการทางการแพทย์ ซึ่งประมาณการด้วยสมมติฐานสัดส่วนต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสำหรับการคำนวณภาระการคลังต่องบ ประมาณที่อาจจะเกิดขึ้นโดยนัย ได้คำนวณความต้องการทางการคลัง (Fiscal Need) ของโครงการจากประมาณการค่าใช้จ่ายรายหัวที่ สปสช. เสนอขอ ภายใต้สมมติฐานอัตราการเติบโตของค่าใช้จ่ายรายหัวร้อยละ 8.30 บนพื้นฐานของอัตราการเติบโตระหว่าง ปีงบประมาณ 2551
–2552 และประมาณการประชากร UC จากข้อมูลประมาณการประชากรของสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติภายใต้สมมติฐานสัดส่วนประชากร UC ต่อประชากรอยู่ที่ 70% โดยอ้างอิงข้อมูลระหว่างปี 2550
–2551 จากนั้นจึงประมาณการภาระเสี่ยงจากผลต่างของความต้องการทางการคลัง และงบ ประมาณค่าใช้จ่ายรายหัวที่คาดว่าจะได้รับจัดสรรในแต่ละปีผลการศึกษาพบว่ารัฐบาลมีภาระทางการคลังที่แน่นอนและชัดเจนจากภาระค่าใช้จ่ายรายหัวที่ต้องจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนหลักประกันสุขภาพปีงบประมาณ 2553
–2562 อยู่ระหว่างปีละ115,726– 208,762 ล้านบาท และมีภาระการคลังที่อาจจะเกิดขึ้นจากการขาดทุนสะสมของโรงพยาบาลรัฐที่เข้าร่วมโครงการหากโรงพยาบาลของรัฐไม่สามารถรับภาระการขาดทุนจากการเข้าร่วมโครงการได้
ทั้งนี้ จากผลการศึกษาภาระทางการคลังจากโครงการสวัสดิการทางสังคม ได้แก่ โครงการประกันสังคม และโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พบว่า ในช่วง 10 ปีข้างหน้า (ปี 2553
–2562) รัฐบาลจะมีภาระทางการคลังที่แน่นอนนอกจากนี้ยังมีความชัดเจนว่ารัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณให้แก่โครงการทางสวัสดิการทางสังคมทั้งสองจำนวน 142,071251,607 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 7.4
–7.8 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีในแต่ละปีและมีภาระการคลังที่อาจจะเกิดขึ้นแบบชัดเจนจากการเข้ารับภาระการขาดทุนของกองทุน 2 กรณีของโครงการประกันสังคมตั้งแต่ปี 2586 เป็นต้นไป และจะต้องมีภาระการคลังที่อาจจะเกิดขึ้นโดยนัยจากการขาดทุนของโรงพยาบาลรัฐอันเนื่องจากการเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงต้องพิจารณาหาวิธีการรับมือจากภาระที่เกิดขึ้น







