
เศรษฐกิจไทย....เอวัง
8...ทีมข่าวการเงิน
เหตุการณ์ความรุนแรงแบบไม่คาดฝันของการปะทะกันระหว่างทหารและกลุ่มคนเสื้อแดงจากปฏิบัติการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ที่ผ่านมา หวังเคลียร์พื้นที่ชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศคืนกลับสู่สถานการณ์ปกติ ได้นำไปสู่การเกิด
“มิคสัญญี” ทางการเมืองภาพที่คนไทยทั้งประเทศและชาวโลกได้เห็น คือคนไทยกับคนไทยกำลังมุ่งหมายทำร้ายประหัตประหารกันเอง
ผลที่เกิดขึ้นคือมีคนตาย 21 คน และได้รับบาดเจ็บมากมายกว่า 600 คน จนสื่อไทยและทั่วโลกประเมินเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าเป็นความรุนแรงมากที่สุดในรอบ 18 ปี หลังจากนับตั้งแต่เหตุการณ์เดือน พ.ค. เมื่อปี 2535
ผลที่เกิดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างผลกระทบรุนแรงไปทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นผู้สนับสนุนม็อบ รัฐบาล หรือแม้แต่คนที่ทำมาหากิน
ในแง่
“การเมือง” เหตุการณ์นี้ถือเป็นอีกโฉมหน้าของประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ต้องบันทึกเหตุความรุนแรงครั้งนี้ไว้ว่านี่คือ หลุมดำทางการเมือง ที่สั่นคลอนไปถึงเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาลซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครรู้ชัดว่า จุดจบของเรื่องนี้จะสิ้นสุดที่ตรงไหน
เพราะเหตุความรุนแรงครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อ
“ภาคสังคม” ถึงขั้นวิกฤต ทั้งเรื่องความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือ
“ความแตกแยก” ของคนในชาติ ที่กำลังหยั่งรากลึกลงไปถึงความคิดเห็นของคนไทยที่เกิดความแบ่งแยกแตกต่างระหว่างสีของเสื้อกันอย่างชัดเจนและกว้างขวางแต่ในแง่
“เศรษฐกิจ” เชื่อได้ว่าผลกระทบครั้งนี้รุนแรงถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเศรษฐกิจไทย “พังทลาย” เหมือน “ปราสาททราย” จากที่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนับเริ่มจากวิกฤตซับไพรม์เมื่อปลายปี 2551 จนเข้าสู่ปี 2552เศรษฐกิจในไตรมาสแรกติดลบมากเป็นประวัติการณ์ถึงลบ 7.1% และเข้าสู่ภาวะถดถอยเพราะขยายตัวติดลบต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 2 และ 3 ที่ระดับลบ 4.9% และลบ 2.8% ตามลำดับ มาจนไตรมาส 4 ซึ่งเป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดของรัฐบาลที่ออกมาตรการต่างๆ เพื่อมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจนสามารถฟื้นตัวมีอัตราการขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบปีที่ระดับ 5.8% รวมทั้งปี 2552 เศรษฐกิจไทยขยายตัวติดลบที่ระดับ 2.3%
ผลจากความพยายามที่ไม่ลดละในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงปัจจัยภายนอกประเทศที่เอื้อต่อการขยายตัวของการส่งออกและการท่องเที่ยว จนธนาคารโลกถึงกับออกมาประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยแบบวิลิศมาหราว่าจะโตถึง 6.2% แม้การเมืองไทยจะวุ่นวาย
ขณะที่หน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ก็คาดปีนี้เศรษฐกิจมีโอกาสโตเบาะๆ ไม่น้อยกว่า 44.5%
กรณีที่มีการลงทุนจากภาครัฐและเอกชนเพิ่มคาดว่าจะโตได้ถึง 6%
แต่กรณีที่สถานการณ์ทางด้านการเมืองรุนแรงคาดว่าอาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้แค่ 2.7%
มั่นใจได้เลยว่าสมมติฐานในการคำนวณอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2553 ของทุกสำนักครั้งนี้ ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ความสูญเสียเช่นนี้กับประเทศไทย
และคงไม่ใช่เรื่องที่เกินกว่าความเป็นจริงนัก หากจะบอกว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจไทยปี 2553 นี้ อาจจะติดหล่มเป็นปีที่ 2 อีกก็เป็นไปได้ จากสถานการณ์การเมืองที่รุนแรง
เพราะถึงตอนนี้มีการประเมินกันคร่าวๆ แล้วว่าแค่ยิงกันวันเดียวยังฉุดลากเศรษฐกิจไทยให้หดตัวลงทันทีอย่างน้อย 1%
ยิ่งหากยังยืดเยื้อออกไปนาน ความรุนแรงยังถาโถมเข้าใส่จากการตั้งป้อมกันอยู่เช่นปัจจุบันภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจก็จะถามหาประชาชนคนหาเช้ากินค่ำถึงบ้านแน่นอน
เหตุผลสำคัญมาจากรายได้ที่มาจากการท่องเที่ยวปีละ 5 แสนกว่าล้านบาท จะมลายหายไปกับตา
วงในประเมินกันว่าตัวเลขทั้งปีน่าจะลดลงไม่น้อยกว่า 1020% เพราะผลจากการชุมนุมครั้งนี้ได้รับผลกระทบในวงกว้างยิ่งกว่าเจอสึนามิ เพราะมีทั้งผู้ประกอบการโรงแรม ท่องเที่ยว อัญมณี เดือดร้อนกันไปทั่วทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
สะท้อนจากนายกสมาคมผู้ประกอบการค้าถนนข้าวสาร ประกาศยกเลิกการจัดงานสงกรานต์ที่ถนนข้าวสารทันทีหลังเกิดเหตุเผชิญหน้ากันของกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงและเจ้าหน้าที่ เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัยของประชาชนที่จะมาเที่ยวงานสงกรานต์ที่ถนนข้าวสาร
ขณะที่ภาพความรุนแรงจากการสลายการชุมนุมที่เผยแพร่ออกไปทั่วโลกผ่านสื่อต่างๆ ทำให้นักท่องเที่ยวบอกยกเลิกการจองห้องพักในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศแล้วไม่น้อยกว่า 50% เพราะมีกว่า 43 ประเทศที่ประกาศเตือนนักท่องเที่ยวของตัวเองว่าไม่ควรเข้ามาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย
เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากเหตุจลาจลกลางเมือง และเชื่อว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยน่าจะซึมยาวไปจนถึงปลายปีนี้
โรงแรมขนาดใหญ่ระดับชั้น 1 ในเมืองกรุงและเชียงใหม่ถูกสั่งยกเลิกการจองไปแล้วไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท และยังเกิดขึ้นอีก
ผลกระทบที่ว่านี้ยังส่งต่อไปถึงการบริโภคภาคประชาชน ซึ่งเกิดมาจากรายได้ต่างๆ ก็คาดว่าจะลดลงเพราะความกลัว ความไม่มั่นใจในสถานการณ์ต่างๆ กำลังซื้อที่เป็นตัวชูโรงอาจหดหาย เพราะคนต้องเก็บเงินในกระเป๋าไว้ใช้ยามฉุกเฉินมากกว่าเดินช็อปปิ้ง
อีกทั้งการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังปักหลักอยู่ที่สี่แยกราชประสงค์และสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่าจะจบอย่างไร
รัฐบาลจะออกมาสลายการชุมนุมเพื่อขอคืนพื้นที่อีกหรือไม่ สลายแล้วจะเกิดการตายหมู่อีกแค่ไหน กลายเป็นหัวข้อของความวิตกกังวล
ทำให้ประชาชนยังรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้ผู้บริโภคลดการจับจ่ายใช้สอยไปโดยปริยาย
ขณะที่การค้า การขายไม่คล่องตัว การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวนั้น การส่งออกที่เคยคาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีนี้ต้องดิ่งหัวลง จากที่คาดว่าปีนี้ทั้งปีจะโตมากกว่า 1415% คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ก็อาจจะลดน้อยถอยลง เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่คู่ค้าจะมั่นใจและสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตที่ประเทศนั้นกำลังมีสงครามกลางเมือง
เหลือแต่การลงทุนภาครัฐ จากที่เคยมองว่าน่าจะเป็นตัวจักรสำคัญในการกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจปีนี้ให้พุ่งกระฉูดไปถึงที่ระดับ 6% ได้ ก็อาจได้รับผลกระทบแรงกว่าที่คาด
เนื่องจากเสถียรภาพของรัฐบาลขณะนี้เปรียบเหมือน
“ฟางเส้นสุดท้าย” ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจยุบสภาวันไหน หรือจะเกิดอะไรกับการเมืองไทยหลังจากนี้งบประมาณปี 2554 ก็ไม่รู้ว่าจะฝ่าฟันมรสุมการเมืองไปได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าไปไม่รอด แผนการลงทุนของภาครัฐก็สะดุด
งบไทยเข้มแข็งที่กู้เงินมา 4 แสนล้านบาทแรกที่กำหนดแผนการลงทุนไว้แล้ว ยังเหลืองบอีกกว่า 5 หมื่นล้านบาทที่ลูกผีลูกคน
เมื่อหัวรถจักรใหญ่สะดุดเศรษฐกิจไทยที่ฝันกันว่าจะโฉบเฉี่ยวไฉไลจากความพยายามของรัฐบาลจึงได้รับผลกระทบเข้าไปอย่างจั๋งหนับ
ถึงตอนนี้ทุบโต๊ะลงไปได้เลยว่า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะออกมาดี เงินทุนนอกไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว อาจต้องเจอภาวะการถอนหรือไหลออก
แผนการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมการจะประกาศขึ้นดอกเบี้ยเพื่อจูงใจเงินลงทุนนอกให้เข้ามาหล่อเลี้ยงระบบ เข้ามาซื้อหุ้น เข้ามาลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งวิธีการดังกล่าวแม้ว่าจะต้องแลกกับการที่คนในประเทศจะมีต้นทุนเพิ่มสูง แต่ผลที่คาดว่าจะเกิดกับระบบเศรษฐกิจไทยคงมีมหาศาลกว่าคงต้อง
“ดับสนิท”เพราะช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองเป็นที่อึมครึมเช่นนี้คงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่ ธปท. จะลุกมาขึ้นดอกเบี้ยซ้ำเติมประชาชนอีก
บทสรุปของความรุนแรงจากการเผชิญหน้าครั้งนี้ เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วคนไทยทุกคนต้องเจ็บปวดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะการเมืองที่มีแต่ความขัดแย้ง
ความรุนแรงจากปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นได้ฉุดลากให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ถึงขั้น...เอวัง ณ ประการฉะนี้แล!!!!







