posttoday
ความจริงเรื่องราคาแอลพีจี(อีกครั้ง)

ความจริงเรื่องราคาแอลพีจี(อีกครั้ง)

10 พฤษภาคม 2556

ถึงแม้ว่ากระทรวงพลังงานจะเลื่อนการปรับโครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจีออกไปเรื่อยๆ ทีละเดือนๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียงคัดค้านในเรื่องนี้จากบุคคลกลุ่มหนึ่งลดลงไปแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม กลับมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านทางสื่อสังคม (Social Media) และเวทีเสวนาต่างๆ ว่าประชาชนถูกเอาเปรียบจากนโยบายของรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมาแย่งใช้ก๊าซจากประชาชนในราคาที่ถูกกว่า

ถึงแม้ว่ากระทรวงพลังงานจะเลื่อนการปรับโครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจีออกไปเรื่อยๆ ทีละเดือนๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียงคัดค้านในเรื่องนี้จากบุคคลกลุ่มหนึ่งลดลงไปแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม กลับมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านทางสื่อสังคม (Social Media) และเวทีเสวนาต่างๆ ว่าประชาชนถูกเอาเปรียบจากนโยบายของรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมาแย่งใช้ก๊าซจากประชาชนในราคาที่ถูกกว่า

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวหามี 3 ประเด็นด้วยกัน คือ

1.ภาคปิโตรเคมีมีการขยายตัวสูงมาก และใช้ก๊าซจากโรงแยกก๊าซเป็นวัตถุดิบในการผลิต จึงได้สิทธินำก๊าซไปใช้ก่อน ที่เหลือจึงนำมาให้ภาคครัวเรือน ขนส่ง และอุตสาหกรรมใช้ เมื่อก๊าซจากโรงแยกก๊าซมีไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าในราคาตลาดโลก ก็จะมาขึ้นราคากับประชาชน ดังนั้น ก๊าซจากโรงแยกก๊าซควรจัดสรรให้ประชาชนใช้ให้เพียงพอเสียก่อน ส่วนภาคปิโตรเคมีนั้นถ้าก๊าซในประเทศมีไม่เพียงพอก็ให้ไปนำเข้ามาจากต่างประเทศ

2.ราคาที่ภาคปิโตรเคมีซื้อจากโรงแยกก๊าซนั้นอยู่ที่ 16.20 บาท/กก. ซึ่งถูกกว่าราคาที่ภาคครัวเรือนใช้อยู่ในปัจจุบันที่ 18.13 บาท/กก.

3.ภาคปิโตรเคมีจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ น้อยกว่าภาคอื่นๆ โดยจ่ายเข้ากองทุนเพียง 1 บาท/กก. ในขณะที่ภาคครัวเรือน ขนส่ง และอุตสาหกรรม จ่ายสูงถึง 1.58, 4.38 และ 10.87 บาท/กก. ตามลำดับ

ข้อกล่าวหาทั้งสามประการฟังดูแล้วก็มีเหตุผลน่ารับฟัง แต่จริงๆ แล้วในแต่ละประเด็นนั้น ยังมีข้อมูลทางเทคนิคและตัวเลขที่ไม่ตรงกันหรือไม่ได้นำมาวิเคราะห์ในภาพรวม แต่เวลาหยิบยกไปพูดหรือนำไปใช้ประโยชน์ กลับตัดตอนเอาไปใช้เป็นข้อๆ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและยากต่อการทำความเข้าใจ ถ้าไม่พูดถึงภาพรวมทั้งหมด

ในที่นี้ผมจะพยายามทำความเข้าใจเป็นข้อๆ ดังนี้

1.ที่บอกว่าภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมาแย่งใช้ก๊าซจากประชาชนนั้น ต้องมองในภาพรวมของการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้ได้ผลประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ ถ้ายึดหลักการนี้แล้วจะเข้าใจว่าทำไมรัฐถึงให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นลำดับแรก

ประเทศไทยโชคดีมากที่แหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นแบบก๊าซเปียก (Wet Gas) ซึ่งสามารถแยกก๊าซมีค่าออกมาเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานปิโตรเคมีได้ การทำเช่นนี้ทำให้เราสามารถเพิ่มมูลค่าของก๊าซได้มากขึ้นถึง 5.3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการนำเอาก๊าซไปเผาเป็นเชื้อเพลิงซึ่งจะเพิ่มมูลค่าได้เพียง 1.8 เท่าเท่านั้น

ถ้าเราไม่แยกเอาก๊าซที่มีค่าออกมาเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานปิโตรเคมี แล้วเอาไปเผาเป็นเชื้อเพลิงทั้งหมด มันน่าเสียดายหรือไม่ เปรียบเสมือนเอาไม้สักไปเผาทำเป็นฟืน และเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่าและหายากให้ได้ผลประโยชน์สูงสุดหรือเปล่า ข้อสำคัญทุกประเทศที่เขามีทรัพยากรมีค่าแบบเรา เขาก็ทำอย่างนี้กันทั้งนั้น

บางท่านอาจจะบอกว่า ถึงแม้จะเพิ่มมูลค่าได้มากมาย แต่ผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับกลุ่มทุนเท่านั้น ผมคิดว่าเรื่องนี้เราต้องมองผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักครับ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศ สร้างรายได้ให้กับประเทศปีละ 7 แสนล้านบาท มีการจ้างงาน 3 แสนคน ผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้าปีละหลายแสนล้านบาท สร้างธุรกิจต่อเนื่องให้กับประเทศชาติได้มากมาย ทำให้รัฐมีรายได้จากภาษีมาใช้จ่ายในโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศ

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกวันนี้ มีที่มาจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีแทบทั้งสิ้น ถ้าวัตถุดิบ (ก๊าซธรรมชาติ) ในบ้านเราหมดไปหรือต้องนำเข้ามาผลิตตามข้อเสนอของกลุ่มที่คัดค้านการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี คิดดูแล้วกันว่าต้นทุนสินค้าทุกชนิดในบ้านเราจะต้องแพงขึ้นขนาดไหน

2.เรื่องราคาที่ภาคปิโตรเคมีซื้อจากโรงแยกก๊าซนั้น ทั้งกระทรวงพลังงาน และ ปตท. ยืนยันว่า การซื้อขายเป็นไปตามสูตรราคา โดยอ้างอิงราคาเม็ดพลาสติกในตลาดโลก ดังนั้นราคาจึงมีการขึ้นลงตลอดทั้งปี ราคาเฉลี่ยของปี 2555 อยู่ที่ 720 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือประมาณ 21.60 บาท/กก.

ส่วนราคาที่กลุ่มผู้คัดค้านอ้างว่าภาคปิโตรเคมีซื้ออยู่ที่ 16.20 บาท/กก.นั้น อาจเป็นราคาในบางช่วงที่ราคาเม็ดพลาสติกในตลาดโลกลดลง แต่ไม่ใช่เป็นราคาที่ซื้อขายกันเช่นนี้ตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม ถ้าเอาราคาที่ภาคปิโตรเคมีซื้อจากโรงแยกก๊าซมาเทียบกับราคาที่ภาคอื่นๆ ซื้อจากโรงแยกก๊าซเช่นเดียวกัน ภาคปิโตรเคมีก็ยังซื้อแพงกว่าอยู่ดี เพราะภาคอื่นๆ ซื้อได้ในราคาที่รัฐกำหนดคือ 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือ 9.72 บาท/กก. ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนของโรงแยกก๊าซที่อยู่ที่ 550 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือ 16.50 บาท/กก.

ส่วนราคาของภาคครัวเรือนที่ 18.13 บาท/กก. ที่กลุ่มผู้คัดค้านเอามาเปรียบเทียบนั้นไม่ใช่ราคาที่ซื้อจากโรงแยกก๊าซ แต่เป็นราคาขายปลีกที่รวมเอาภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ และค่าการตลาดของผู้ค้าก๊าซเข้าไปด้วยแล้ว จึงนำมาเปรียบเทียบกับราคาของภาคปิโตรเคมีไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน

3.เรื่องการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ที่บอกว่าเก็บไม่เท่ากัน โดยภาคปิโตรเคมีจ่ายน้อยที่สุดนั้น จะพิจารณาแต่การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ อย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูโครงสร้างราคาทั้งระบบ

จะเห็นว่าในการซื้อก๊าซจากโรงแยกก๊าซนั้น ภาคปิโตรเคมีเป็นภาคเดียวที่ซื้อก๊าซตามราคาในตลาด และซื้อในราคาที่แพงที่สุด ในขณะที่ภาคอื่นๆ ซื้อได้ในราคาที่รัฐกำหนด ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริงของโรงแยกก๊าซ

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลต้องการปรับราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีให้สูงขึ้นเพื่อลดการอุดหนุนโดยใช้กองทุนน้ำมันฯ เป็นเครื่องมือ รัฐก็ย่อมต้องมุ่งไปเก็บจากกลุ่มที่ได้รับการอุดหนุนตั้งแต่ต้นทางเป็นธรรมดา นั่นก็คือที่มาของการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จากภาคครัวเรือนและขนส่งสูงกว่าภาคปิโตรเคมี

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทั้งสองภาคนี้จะจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ สูงกว่าภาคปิโตรเคมี แต่เมื่อรวมต้นทุนทุกอย่างแล้ว ราคาขายปลีกของก๊าซในสองภาคนี้ก็ยังต่ำกว่าราคาต้นทุนที่ภาคปิโตรเคมีต้องจ่ายอยู่ดี (ตามรายละเอียดในตารางประกอบ)

ส่วนภาคอุตสาหกรรมที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ แพงที่สุดนั้น เป็นเพราะรัฐบาลต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมลดการใช้แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อลดการนำเข้าแอลพีจี และส่งเสริมให้หันมาใช้ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศแทน จึงตั้งราคาแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรมโดยไปอิงราคานำเข้าทั้งหมด ส่งผลให้ต้องเก็บเงินเข้ากองทุนแพงที่สุด

จะเห็นว่าเบื้องหลังนโยบายทุกนโยบายมีที่มาที่ไปทั้งนั้นแหละครับ จะถูกหรือผิด จะชอบใจหรือไม่ชอบใจก็ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์กันได้ ข้อสำคัญคืออย่าบิดเบือนข้อมูล หรือพูดความจริงแต่เพียงบางส่วน แล้วปลุกระดมประชาชนให้เข้าใจผิด คิดว่าถูกรัฐและผู้ประกอบการสุมหัวกันเอาเปรียบอยู่ร่ำไป

เปิดใจให้กว้างแล้วอย่ามองคนอื่นในแง่ลบไปเสียทั้งหมด ประเทศไทยจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยครับ!!!

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์