
ถึง ผบ.ตร.
การย้ายสังกัดจากกระทรวงมหาดไทยมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เอื้อให้องค์กรตำรวจอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนตามที่คาดหวัง
การย้ายสังกัดจากกระทรวงมหาดไทยมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เอื้อให้องค์กรตำรวจอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนตามที่คาดหวัง
คดีความที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตกเป็นผู้ต้องหาเสียเอง ไม่ว่าปล้น ฆ่า ยัดยา รีดไถประชาชน ฯลฯ ยังคงปรากฏเป็นข่าวรายวันอย่างต่อเนื่อง
ในฐานะผู้นำองค์กร พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้วผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จะต้องลุกขึ้นมาปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างขนานใหญ่
หน้าที่ของตำรวจ ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 6 กำหนดบทบาทให้ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร
แต่วันนี้ต้นธารความยุติธรรมมีข้อกังขา หลายพฤติกรรมฉ้อฉล และถูกตั้งคำถามดังขึ้นทุกขณะ
ในยุครัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ต่อเนื่องมาถึงยุครัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ต่อมาข้อเสนอต่างๆ จากคณะกรรมการชุดนี้ก็เงียบหายไป
รัฐบาลนี้ไม่ได้มองภาวะตกต่ำของวิชาชีพตำรวจเป็นปัญหาเร่งด่วน เพราะผู้กุมอำนาจรัฐก็หวังใช้รัฐตำรวจเป็นเครื่องมือรับใช้การเมือง อีกทั้งประคับประคองอำนาจและเกื้อหนุนประโยชน์ทางการเมือง
ถึงเวลาที่องค์กรตำรวจต้องตื่นมากวาดบ้านตัวเองเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะยากจะฝากความหวังให้หน่วยงานอื่นมาปัดเป่าสิ่งสกปรกโสมมที่ฝังรากลึกเป็นวัฒนธรรมชั่วร้ายอยู่ในสถาบันแห่งนี้
ดังนั้น ไม่สายที่จะเริ่มต้น หาก ผบ.ตร.จะจัดเวทีระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนให้มาร่วมกันคิด ร่วมกันออกแบบ ทั้งโครงสร้างใหม่ แนวปฏิบัติของผู้ให้บริการที่ดี ที่พึงปรารถนาของผู้รับบริการ
จะปรับแก้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ จะแบ่งแยกอำนาจออกจากฝ่ายการเมืองอย่างไร จะกระจายอำนาจจากส่วนกลางให้ท้องถิ่นอย่างไร แบบไหน สวัสดิการที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพตำรวจควรเป็นอย่างไร ก็ควรลงมือ
หากคนภายในไม่ริเริ่ม การฟื้นคืนศักดิ์ศรีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็คงเป็นแค่ความฝัน ยิ่งปล่อยไปวิกฤตศรัทธาของทั้งองค์กรและเจ้าหน้าที่จะตกต่ำลงเรื่อยๆ
วันนี้ประชาชนตื่นตัวมาก มีการตั้งแฟนเพจในเฟซบุ๊กสอดส่องการปฏิบัติหน้าที่ตำรวจ ดังนั้นผู้บัญชาการที่มากความสามารถไม่ควรรีรอ ลงมือขจัดอำนาจมิชอบ เพื่อส่งมอบศักดิ์ศรีของสถาบันให้รุ่นหลังรับไม้ต่อ







